กว่าจะรู้ตามความเป็นจริง จึงไม่ประมาทที่จะฟังพระธรรมศึกษาพระธรรม เพื่อที่จะได้เข้าใจ ไม่ใช่เราสามารถจะเข้าใจ แต่การพิจารณาไตร่ตรองในความจริง จะนำมาซึ่งความเห็นถูกเข้าใจถูก
บัญญัติกับปรมัตถ์
ชีวิตประจำวัน ไม่พ้นไปจากความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรม มีแต่ธรรมเท่านั้นจริง ๆ แต่ที่เห็นเป็นคนนั้นคนนี้ เป็นเรื่องราวต่าง ๆ นั้นไม่ใช่ปรมัตถ์ แต่เป็นบัญญัติ เพราะมีปรมัตถธรรมเกิดขึ้นเป็นไป จึงมีบัญญัติ ถ้าไม่มีธรรมอะไร ๆ ก็ไม่มี
สำหรับผู้ที่มีความเข้าใจในธรรม ก็จะไม่สับสนว่าอะไร คือ ปรมัตถ์ และอะไรคือ บัญญัติ ซึ่งจะขาดการฟังการศึกษาพระธรรมไม่ได้เลย
ในวันหนึ่ง ๆ บัญญัติ ปิดบัง ลักษณะของปรมัตถธรรม ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจจึงทำให้ไม่รู้ ลักษณะของ ปรมัตถธรรมซึ่งหมายถึง ลักษณะของสถาพธรรมตามความเป็นจริงเช่น สภาพธรรมที่กำลังปรากฏทางตา ความจริงแล้ว ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนแต่เป็น สีสันวัณณะ ซึ่งเป็น “รูปธรรม” ประเภทหนึ่ง ซึ่งปรากฏได้ เมื่อมีการกระทบกับจักขุปสาทรูปเท่านั้น เมื่อใดที่ปัญญาเจริญขึ้น จนสามารถรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงในขณะที่กำลังเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส และ คิดนึกก็จะสามารถละคลาย ความยึดถือ ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏทางตา ฯลฯ ว่าเป็น สัตว์ บุคคล ตัวตน และสามามารถรู้ ความต่างกันของขณะที่เป็น ปรมัตถอารมณ์ และ บัญญัติอารมณ์ ได้ทั้ง ๖ ทวาร
ขณะที่กำลังฝัน มีอะไร เป็นอารมณ์ ทุกคนมีขณะที่ฝันแน่นอน เพราะว่าผู้ที่ไม่ฝันเลย คือพระอรหันต์ ในเมื่อทุกคนฝัน และเมื่อตื่นขึ้นมา ก็บอกว่า เห็นญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือสิ่งต่างๆ เป็นต้น ฝันเห็นบัญญัติ หรือ ฝันเห็นปรมัตถธรรม ถ้าไม่พิจารณา ก็จะไม่รู้เลย เพราะเสมือนว่า เห็น แต่ ความจริงนั้น เมื่อถามว่าเห็นอะไร ก็ตอบว่า เห็นคน สัตว์ สิ่งของ ฯลฯ นั่นคือ การฝันเห็น เรื่องราว คือ “บัญญัติ” ขณะนั้น จักขุทวารวิถีจิต ไม่ได้เกิดขึ้นเลย เพราะว่ากำลังหลับ แต่ขณะใดที่ มโนทวารวิถีจิต เกิดขึ้น และ คิดนึกถึงเรื่องราวของบัญญัติจากสิ่งที่เคยเห็น หรือเคยได้ยิน ฯลฯ เช่น ท่านที่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีเรื่องราวต่าง ๆ และ มีรูปภาพประกอบด้วย ขณะที่กำลังรู้เรื่องราว และ เห็นภาพต่าง ๆ นั้นล้วนเป็นขณะที่คิดนึกถึง บัญญัติ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ถ้าสติปัฏฐานไม่เกิด ชีวิตปกติในวันหนึ่ง ๆ จึงไม่รู้ลักษณะของปรมัตถ์ ว่าต่างกับ บัญญัติอย่างไร เพราะไม่ว่าจะเห็นทางตา อ่านหนังสือ หรือทำกิจการงานอยู่ที่ไหนขณะนั้น มีการคิดนึกถึง “บัญญัติ”
สภาพปรมัตถธรรมในชีวิตประจำวัน ถูกปกปิดไว้ด้วย “อวิชชา” คือ ความไม่รู้คือไม่รู้ ความต่างกัน ของ ปรมัตถธรรม และบัญญัติ ฉะนั้นจึงไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจซึ่งไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน นั้นเป็นอย่างไร ด้วยเหตุนี้ การศึกษาเรื่องของจิต เจตสิก รูป โดยละเอียดจึงเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ ปัญญาในขั้นการฟัง เจริญขึ้นเป็นสังขารขันธ์ ปรุงแต่งให้เกิดสติ ระลึกรู้ลักษณะของปรมัตถธรรม ซึ่งทำให้ละคลายความยึดมั่น ใน “นิมิตอนุพยัญชนะ” ซึ่งเป็นอาการปรากฏของบัญญัติ.
