เข้าใจประโยชน์และคุณของกุศล แล้วเห็นโทษของอกุศลเพิ่มขึ้น หรือว่ายังพอใจที่จะให้อกุศลทุกประการมากเหมือนเดิม โลภะก็ยังเท่าเก่า โทสะก็ยังให้เหมือนเดิม หรือว่า ปัญญาเริ่มนำ ไปให้เห็นโทษของอกุศลแม้เพียงเล็กน้อย และเห็นประโยชน์ของกุศลแม้เพียงเล็กน้อย ปัญญา ทำให้ขยันในกุศล แล้วค่อยๆ เบาบางทางฝ่ายอกุศล
โยนิโสมนสิการ
โยนิโส (โดยแยบคาย) + มนสิ (ในใจ) + การ (กระทำ) การกระทำไว้ในใจโดย แยบคาย หมายถึงสภาพธรรมที่เป็นกุศลจิต และเจตสิกในขณะที่ไม่หลงลืมสติเป็นไปด้วยกุศลจิต อย่างใดอย่างหนึ่งขณะนั้นเป็นโยนิโสมนสิการ แต่ในขณะใด ที่จิตเป็นอกุศล ขณะนั้นเป็น อโยนิโสมนสิการ เพาะ มนสิการเจตสิก เป็นสัพพจิตสาธารณเจตสิก เกิดพร้อมกับจิตทุกดวง
ในวันหนึ่งๆ โยนิโสมนสิการเกิดมาก หรือว่า อโยนิโสมนสิการเกิดมาก ถ้าเป็นผู้ละเอียดแล้วก็ไม่ใช่ผู้ที่ต้องการรู้แต่เฉพาะว่า โยนิโสมนสิการมีลักษณะอย่างไร แต่ว่าเป็นผู้ที่ต้องการอบรมโยนิโสมนสิการด้วย ก็จะเห็นได้ว่าทุกคนมีกิเลส ควรใส่ใจในกิเลสของคนอื่น หรือว่าเห็นกิเลสของตนเอง นี่ก็เป็นโยนิโสมนสิการ บางท่านกล่าวว่า ท่านที่เข้าวัดฟังธรรมแล้ว ทำไมถึงยังมีกิเลสมาก จะได้ยินได้ฟังบ่อย และในระหว่างที่ผู้ที่เข้าวัดด้วยกัน ก็ยังเห็นกิเลสของคนอื่นซึ่งมาวัดด้วยกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในวัดหรือนอกวัด ก็มักจะเห็นกิเลสของคนอื่น ใส่ใจในกิเลสของคนอื่น โดยที่ว่าไม่ได้ใส่ใจกิเลสของตนเอง หรือว่าไม่เห็นกิเลสของตนเอง
พระธรรมทั้งหมดที่ทรงแสดง เริ่มที่จะให้มีโยนิโสมนสิการ แม้ในชีวิตประจำวันในเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้พบเห็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะต้องพิจารณาว่า วันหนึ่งๆ เห็นกิเลสของคนอื่น หรือว่าเห็นกิเลสของตนเอง อาจจะไม่เคยคิดมาก่อน นึกถึงชีวิตที่ผ่านมาว่า การเห็นกิเลสของคนอื่น โยนิโสมนสิการเกิด หรือว่า อโยนิโสมนสิการเกิด ตามปรกติผู้ที่ใส่ใจในกิเลสของคนอื่น ถ้าไม่เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจพระธรรม จะมีอโยนิโสมนสิการ ด้วยการเห็นโทษ เพ่งโทษ ขุ่นเคือง ไม่อภัย หวังร้าย ซ้ำเติม ลองคิดถึงบุคคลอื่นบุคคลใด ซึ่งเป็นที่ไม่พอใจ ในขณะที่คิดเป็นโยนิโสมนสิการ หรืออโยนิโสมนสิการ โดยมากมักจะถามว่า โยนิโสมนสิการเป็นอย่างไร แต่ความแจ่มแจ้งของโยนิโสมนสิการ หรือ อโยนิโสมนสิการ ก็อยู่ที่ในขณะที่คิดถึงบุคคลหนึ่งบุคคลใด แล้วก็พิจารณาลักษณะของจิตในขณะนั้นว่า เป็นกุศลหรือว่าเป็นอกุศล
ถ้าเป็นโยนิโสมนสิการ ก็ให้อภัย คิดช่วยเหลือเกือกูล หรือว่าอดทนที่จะคอยกาลเวลาที่จะตักเตือน เกื้อกูล ทางตรง หรือทางอ้อม ไม่ท้อถอยที่จะช่วยแก้ไข ในกิเลส หรือ อกุศลของคนอื่น นี่คือโยนิโสมนสิการ คู่กันไปกับการฟังพระธรรม ไม่ใช่มุ่งหวังอย่างเดียวแล้วก็ลืมเรื่องของชีวิตประจำวัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็น อโยนิโสมนสิการ
ปกติแล้ว ปุถุชน โดยมากมักจะเป็นผู้ที่ตกจากกุศล บ่อยๆ เนืองๆ ไม่ใช่เป็นผู้ที่พร้อมด้วยกุศลที่จะเกิด จะเห็นได้ว่าวันหนึ่งๆ ตกไปในทาง โทสะบ้าง โลภะบ้าง อยากจะได้สิ่งที่ปรากฏ ทางตาบ้างทางเสียงบ้าง เพราะฉะนั้นปุถุชนจะตกจากกุศลบ่อยๆ แต่ถ้าเป็นผู้ที่เป็นผู้ที่อบรมเจริญปัญญา ทางตาที่กำลังเห็น แม้ว่ายังไม่รู้ว่าเป็นอะไร กุศลจิตก็เกิดได้
ชีวิตของแต่ละบุคคลนี้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ธรรม ตามความเป็นจริงว่า ปกติของผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรม หรือ ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่ได้อบรมเจริญปัญญา ก็เป็นอย่างหนึ่ง คือคิดว่าจะเกิดกุศลได้อย่างไร ทางตาที่เห็น จะทำอย่างไร มนสิการอย่างไรจึงจะเป็นกุศล แต่ไม่ใช่ให้ใครไปมนสิการ เพียงใช้ชื่อ โยนิโสมนสิการ แต่ความจริงแล้วเป็น อโยนิโสมนสิการ เพราะว่าเป็นความเข้าใจผิด เป็นความเห็นผิด แต่จะใช้คำว่า โยนิโสอย่างนั้น โยนิโสอย่างนี้ แต่ลักษณะจริงๆ ของโยนิโสมนสิการ ต้องเป็น มโนทวาราวัชชนจิต ที่ทำโวฏฐัพพนะกิจ ทางปัญจทวาร หรือทำอาวัชชนกิจ ทางมโนทวาร ซึ่งเป็น ชวนปฏิปาทกมนสิการ ไม่ใช่ใครสามารถจะทำได้ตามใจชอบ.
