ในพระไตรปิฎกมีทั้งสัมมามรรค หนทางที่ถูก และมิจฉามรรค หนทางที่ผิด มีทั้งสัมมาสมาธิ คือสมาธิที่ถูก และมิจฉาสมาธิ คือสมาธิที่ผิด เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งปฏิบัติโดยไม่รู้ เพราะเหตุว่าถ้าขณะนั้นไม่มีปัญญาต้องเป็นมิจฉาสมาธิ และต้องเป็นมิจฉามรรคด้วย
ไม่ประมาทในการศึกษาพระธรรม
“พระธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้น เป็นธรรมที่ลึกซึ้ง รู้ตาม เห็นตาม ได้ยาก สงบ ประณีต ไม่อาจรู้ได้ด้วยการตรึก ละเอียด เป็นธรรมอันบัณฑิตจะรู้ได้”
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งทรงตรัสรู้ใหม่ ๆ ไม่ทรงน้อมพระทัยที่จะแสดงธรรม ไม่ใช่ทรงท้อพระทัยแต่ทรงเห็นความลึกซึ้งของพระธรรม ยากที่จะเข้าใจได้ มีผู้ที่ศึกษาพระธรรมแล้วอยากจะบรรลุเร็วๆ ต้องการผลเร็วๆ แต่ไม่ได้เจริญเหตุ ที่จะให้ได้ผลคือการบรรลุธรรมซึ่งไม่ใช่ง่าย ๆ เลย แค่สภาพธรรมที่กำลังปรากฎอยู่ตรง หน้าในชีวิตประจำวัน เป็นธรรมะที่ควรรู้ยิ่งก็ยังไม่รู้ รู้ได้ยากเพราะพระธรรมลึกซึ้ง ไม่ควรประมาทคิดว่าพระธรรมนั้นเข้าใจได้โดยเร็ว ควรที่จะฟัง และพิจารณาไตร่ตรองเทียบเคียงหาเหตุผล อดทนที่จะอบรมเจริญความเห็นถูกเข้าใจถูกในลักษณะสภาพธรรมที่กำลังปรากฎขณะนี้เช่น จิตเห็น จิตได้ยิน… จิตคิดนึก โลภ โกรธ ทุกข์กาย เป็นต้น ว่าเป็นเพียงสภาพธรรม เป็นอนัตตาให้มั่นคง
ถ้าพระธรรมง่ายก็คงไม่ต้องอาศัยพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าใครๆ ก็ย่อมสามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรมได้เอง แต่สภาพธรรมแม้ที่กำลังมีในขณะนี้ ก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่าเป็นธรรม เพราะเหตุว่าเป็นเรา ไม่ว่าจะเห็น จะได้ยิน จะได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก ตั้งแต่เกิดจนตาย ก็เป็นเราทั้งนั้น มองหาธรรมไม่เจอว่าธรรมอยู่ที่ไหน ต่อเมื่อใดที่ได้ฟังแล้ว ก็ไม่ต้องหาธรรมเลย เพราะว่าไม่มีวันพ้นจากธรรม แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเหตุว่า ถ้าเป็นธรรม ก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดอีกต่อไปแต่ต้องเป็นสภาพธรรมที่มีจริง มีลักษณะเฉพาะธรรมนั้นๆ ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แล้วก็สิ่งใดก็ตามที่ปรากฏ ถ้าคิดให้ลึกๆ ให้ถูกต้อง ก็ต้องเข้าใจถูกได้ว่า สิ่งที่ปรากฏต้องเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดขึ้น จะไม่มีอะไรปรากฏเลย
จะเห็นได้ว่าถ้าพิจารณาไตร่ตรองจริงๆ ก็สามารถที่จะเข้าใจความจริงของธรรม แต่ก็ไม่มีใครไตร่ตรองในลักษณะนี้ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม ฉะนั้นกว่าจะได้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรมที่มีการเกิดขึ้น มีการปรากฏแล้วก็ดับไป ก็ต้องเป็นการฟังด้วยการพิจารณาจริงๆ จึงจะสามารถรู้ในพระคุณที่ได้ทรงประจักษ์ความจริงของสภาพธรรม ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียดโดยนัยประการต่างๆ ๔๕ พรรษา เพราะว่าไม่ใช่เป็นสิ่งที่ใครเพียงฟังเดี๋ยวนี้ อย่างที่ได้ฟัง แล้วก็จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ ฟังแล้วก็ต้องฟังอีก แล้วก็ต้องมีการพิจารณาไตร่ตรอง จนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์แจ้งลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมได้ จะเห็นว่าเป็นธรรมทั้งหมด ไม่ใช่เราอีกต่อไป
เพราะฉะนั้น ธรรม ก็เป็นเรื่องยากแน่นอน ไม่ใช่เรื่องที่ศึกษาเพียงเล็กน้อยจะเข้าใจได้ ถ้าคิดว่าพระธรรมง่าย ก็ศึกษาด้วยความประมาท ไม่เคารพ คิดเอาเอง ก็ต้องเห็นผิดเข้าใจผิด สร้างข้อปฏิบัติผิดๆ แล้วก็เผยแพร่ความเห็นผิด
