ภิกษุใด รับเอารูปิยะ แล้วจ้างให้ขุดแร่เหล็กขึ้นด้วยรูปิยะนั้น, ให้ช่างเหล็กถลุงแร่เหล็กนั้น แล้วให้ทำบาตรด้วยโลหะนั้น. บาตรนี้ ชื่อว่า เป็นมหาอกัปปิยะ ภิกษุนั้นไม่อาจทำให้เป็นกัปปิยะได้ด้วยอุบายไร ๆ. ก็ถ้าว่า ทำลายบาตรนั้นแล้วให้ช่างทำกระถาง. แม้กระถางนั้นก็เป็นอกัปปิยะ. ให้กระทำมีด แม้ไม้สีพื้นที่ตัดด้วยมีดนั้น …
Pakawa
-
-
ไตรลักษณ์ไม่ใช่คำลอยๆ แต่เป็นสิ่งที่มีปรากฏในขณะนี้ เมื่อไม่รู้จึงคิดว่า ไม่เกิดและไม่ดับด้วย แม้เกิดก็ไม่รู้ แม้ดับก็ไม่รู้ แต่ผู้ที่ทรงตรัสรู้ ทรงแสดงความละเอียดยิ่งของทุกสิ่งที่มีเพราะเกิดแล้วก็ดับไปว่า แต่ละหนึ่งเกิดขึ้นเพราะอะไรเป็นปัจจัย และปัจจัยก็มีมากมาย ไม่ได้มีเฉพาะปัจจัยเดียวเข้าใจไตรลักษณ์ทุกอย่างมีเมื่อเกิดขึ้น เกิดแล้วก็ต้องดับไป เพราะว่ามีลักษณะอื่นสืบต่อ โดยไม่รู้เลยว่าเห็นเกิดแล้วดับ แล้วสิ่งที่เกิดต่อก็ดับด้วย …
-
ความเป็นตัวตน ที่เป็นเรา เป็นตัวตนด้วยโลภะคือความติดข้อง เป็นตัวตนด้วยมานะคือความถือตัว และ เป็นตัวตนด้วยทิฏฐิคือความเห็นผิด ซึ่งเป็นกิเลสอกุศลที่มีอยู่ภายใน ไม่ได้เกิดจากความคิด แม้ไม่ได้คิดก็เป็นตัวตน ดัวยเหตุทั้ง ๓ ประการ ประการใดประการหนึ่งเข้าใจว่าตายแล้วเกิด เป็นโมฆบุรุษอย่างไร …
-
วันหนึ่งๆ ที่จะรู้ว่าตัวเองมีเมตตาเพิ่มขึ้นหรือไม่ ก็จะสังเกตได้ว่า ขณะใดที่โกรธ ขณะนั้นไม่มีเมตตา ขณะใดที่ขุ่นเคืองใจ แม้เพียงเล็กน้อย ขณะนั้นก็ไม่มีเมตตาต่อผู้อื่นแล้วเมตตาธรรมเมื่อกล่าวถึงเมตตา แล้ว เป็นสภาพธรรมที่ดีงาม เป็นสภาพจิตที่ดีงามที่เกิดขึ้นในขณะที่มีความเป็นมิตร มีความเป็นเพื่อน มีความหวังดี มีความปรารถนาดี ไม่มีความหวังร้ายหรือมุ่งร้ายต่อผู้อื่น …
-
ฟังพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง หรือพระสาวกแสดงธรรม เพื่อให้เกิดปัญญาความเข้าใจถูก ไม่ใช่เพื่อนำไปสวดโดยไม่เข้าใจคำสอน แล้วคิดว่าเป็นมงคล เหมือนคนสมัยนี้ พระธรรมไม่ใช่เรื่องจะได้ ไม่ใช่เรื่องที่ติดข้องเพิ่มกิเลส แต่เป็นเรื่องละกิเลสมงคลชีวิตไม่ต้องรอสิ้นปีหรือปีใหม่พระพุทธเจ้าคือบุคคลผู้ดับกิเลสแล้ว เพราะพระองค์ตรัสรู้ความจริงในขณะนี้ว่า เป็นธรรมไม่ใช่เราด้วยพระปัญญา พระองค์บำเพ็ญบารมีมาก็เพื่อให้สัตว์โลกเกิดปัญญา รู้ความจริง ดั่งเช่นพระองค์ จึงทรงแสดงพระธรรมตามความเป็นจริง …
-
ทาน เป็นเรื่องของการให้ ไม่พ้นจากจิต เจตสิกที่เกิดขึ้นเป็นไปในกุศล การให้วัตถุสิ่งของเพื่อประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น เป็นอามิสทาน หรือ วัตถุทาน ถ้าตระหนี่ หรือเห็นแก่ตัว การให้ทานก็เกิดขึ้นไม่ได้ในขณะนั้น จะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ความจริงเป็นอย่างนี้ ซึ่งเป็นกุศลธรรมที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ เป็นธรรมที่มีจริง ไม่ใช่เราเป็นผู้ให้ทานและจาคะ …
-
กิเลสขั้นหยาบ และกิเลสขั้นกลางจะเกิดได้ ก็เพราะเหตุว่ามีกิเลสขั้นละเอียด ซึ่งไม่มีใครรู้เลยนอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ว่า การที่จะดับกิเลสหมดสิ้นเป็นสมุจเฉท ได้นั้นต้องดับอนุสัยกิเลส ซึ่งเป็นพืชเชื้อ ที่เป็นเหตุให้กิเลสขั้นกลาง และกิเลสขั้นหยาบเกิดขึ้นได้กิเลส ๓ ระดับกิเลส เป็นสภาพธรรมที่เป็นอกุศลธรรม เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต พระอริยบุคคลเท่านั้นที่จะดับกิเลสได้ตามลำดับมรรค กิเลส ๓ ระดับ คือ …
-
ในพระไตรปิฎกมีทั้งสัมมามรรค หนทางที่ถูก และมิจฉามรรค หนทางที่ผิด มีทั้งสัมมาสมาธิ คือสมาธิที่ถูก และมิจฉาสมาธิ คือสมาธิที่ผิด เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งปฏิบัติโดยไม่รู้ เพราะเหตุว่าถ้าขณะนั้นไม่มีปัญญาต้องเป็นมิจฉาสมาธิ และต้องเป็นมิจฉามรรคด้วยไม่ประมาทในการศึกษาพระธรรม“พระธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้น เป็นธรรมที่ลึกซึ้ง รู้ตาม เห็นตาม ได้ยาก …
-
เมื่อต้องการมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา ก็ต้องเจริญเหตุให้เกิดปัญญา ไม่ใช่อยากได้ปัญญาโดยไม่รู้เหตุที่จะทำให้เกิดปัญญา ซึ่งก็ต้องอาศัยการอบรมเจริญต่อไปอีกเรื่อยๆ เป็นจีรกาลภาวนา เมื่อเหตุสมควรแก่ผล ปัญญาก็จะเกิดทำกิจของปัญญาคือ ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่เกิดปรากฏให้ศึกษา ถ้าเป็นอย่างนั้นชีวิตนี้คงจะเป็นชีวิตที่ประเสริฐอย่างแท้จริงไม่ประมาทในการเจริญกุศล ไม่ควรลืมจุดประสงค์ของการศึกษาธรรมและการเจริญกุศล เป็นไปเพื่อละทั้งหมด แต่ธรรมอะไรที่เป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส นั่นคือปัญญา ปัญญาที่เข้าใจสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ เป็นความเห็นถูกที่ขัดเกลากิเลสคือความไม่รู้ ประการสำคัญ แม้จะเข้าใจหนทางการขัดเกลากิเลสคือการระลึกรู้สภาพธรรมที่มีในขณะนี้แล้วก็ตาม แต่ถ้าไม่อบรมเจริญกุศลทุกประการด้วยความเห็นถูกก็เปรียบเหมือนคนที่มองเห็นทางแต่ไม่มีแรงที่จะเดิน ดังนั้น เมื่อมีความเห็นถูกแล้ว กุศลประการต่างๆ …
-
เรื่องของการอบรมเจริญปัญญา ที่จะละคลายกิเลสเป็นเรื่องที่ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปจริงๆ แม้แต่ในขั้นของความเข้าใจ ถ้าฟังพระธรรมอยู่เรื่อยๆ พิจารณาธรรมอยู่เรื่อยๆ ก็จะเห็นได้ว่า ความเข้าใจเพิ่มขึ้นจากตอนต้นมาก แต่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย โดยที่ไม่มีกำหนดรู้ได้ว่า เพิ่มขึ้นมากใน้อยแค่ไหน แต่จะต้องค่อยๆ …
