Home » สัมมาสังกัปปะ

สัมมาสังกัปปะ

( Somboon )

by Pakawa

สัมมาสังกัปปะ

สมฺมา (ชอบ ถูก) + สงฺกปฺป (ความดำริ)
ความดำริชอบ หมายถึง วิตกเจตสิกที่ตรึกที่ลักษณะของนามธรรมหรือรูปธรรมที่กำลังปรากฏ เพื่อสติจะได้ระลึก ปัญญาจะได้ศึกษาในลักษณะของนามรูป สัมมาสังกัปปะมีอาการ ๓ อย่าง คือ ๑. ดำริในการออกจากกาม ๒. ดำริในการไม่พยาบาท ๓. ดำริในการไม่เบียดเบียน
    สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ เป็นมรรคองค์หนึ่งในมรรคมีองค์ ๘ สัมมาสังกัปปะคิดเรื่องนามและรูปหรือสัมมาสังกัปปะ เป็นเจตสิกธรรม ประเภทหนึ่ง ซึ่งได้แก่ วิตกเจตสิก
     ลักษณะของวิตกเจตสิกนั้นไม่เหมือนกับที่เราใช้คำว่า “คิด” ตามที่เราพูดกัน ในวิสุทธิมัคค์ (ปฐวีกสิณนิเทส) แสดงลักษณะของวิตกเจตสิก ดังนี้ “วิตกนี้นั้น มีอันจรดลงซึ่งจิตในอารมณ์ เป็นลักษณะ มีอันกระทบโดยทั่วๆ ไปเป็นกิจ มีการนำจิตไปสู่อารมณ์ เป็นเครื่องปรากฏ”
     วิตกซึ่งเป็นสัมมาสังกัปปะในมรรคมีองค์ ๘ เกิดพร้อมกับสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) และสัมมาสติ (การระลึกชอบ) สัมมาสังกัปปะเกิดกับจิตที่ระลึกรู้ลักษณะของนามและรูป ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรารู้ว่าวิตกนำจิตไปสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ ในมรรคมีองค์ ๘ นำจิตไปสู่นามธรรมและรูปธรรมที่เป็นอารมณ์ในขณะนั้น
     วิตกเจตสิก เกิดร่วมกับจิต และดับพร้อมกับจิต สัมมาสังกัปปะ เกิดกับจิตที่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม การรู้ลักษณะของอารมณ์ที่ปรากฏ ไม่เหมือนกับการคิดเรื่องสภาพธรรมที่ดับไปแล้ว สัมมาสังกัปปะ ละมิจฉาสังกัปปะซึ่งเป็นการดำริผิด
     การเจริญกุศลเป็นสิ่งสำคัญ มิใช่แต่ในการกระทำและคำพูดเท่านั้น ต้องในการคิดนึกด้วย แต่การที่จะคิดในสิ่งที่ดีงามตลอดเวลานั้น ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเราสะสมกิเลสมามาก เมื่อระลึกถึงพระพุทธคุณ ก็เป็นกุศลวิตก แต่จะคิดเรื่องกุศลอย่างเดียวเรื่อย ๆ ไม่ได้ วันหนึ่ง ๆ ที่จะไม่ให้อกุศลวิตกเกิดบ่อย ๆ นั้นก็ไม่ได้
จะยับยั้งอกุศลวิตกได้อย่างไร ขณะที่กุศลจิตเกิดขึ้นก็ละอกุศลวิตกได้ชั่วคราว ไม่ดับหมดสิ้นเป็นสมุจเฉท แต่การเจริญมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นการเจริญวิปัสสนาเท่านั้น ที่จะละอกุศลวิตกหมดสิ้น เป็นสมุจเฉทได้ในที่สุด
     เมื่อเจริญวิปัสสนา อกุศลวิตกเกิดขึ้นก็ไม่บังคับ เพราะอกุศลวิตกได้เกิดขึ้นแล้ว อกุศลวิตกเป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่งซึ่งควรรู้ลักษณะ ในมหาสติปัฏฐาน สภาพธรรมทุกชนิดเป็นสติปัฏฐาน เมื่อรู้ว่าไม่มีสภาพธรรมใดที่ไม่ใช่สติปัฏฐาน จะเริ่มรู้ว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นเพียง นามธรรมและรูปธรรมเท่านั้น
     ฉะนั้น เมื่ออกุศลวิตกเกิดขึ้น ควรระลึกรู้ว่าเป็นเพียงนามธรรมชนิดหนึ่งเท่านั้น เมื่อรู้ลักษณะของอกุศลวิตกชัดขึ้น ก็จะละคลายการยึดถือว่าเป็นตัวตนลง เมื่อยังไม่ใช่พระอรหันต์ อกุศลธรรมก็ย่อมเกิด อกุศลธรรมจะดับหมดสิ้นเป็นสมุจเฉทก็เมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่การพยามไม่ให้ความคิดเกิดขึ้น ด้วยวิธีการต่างๆ แล้วคิดว่าเป็นทางที่จะละกิเลสได้.

เมื่ออกุศลวิตกเกิดขึ้น ควรระลึกรู้ว่าเป็นเพียงนามธรรมชนิดหนึ่งเท่านั้น เมื่อรู้ลักษณะของอกุศลวิตกชัดขึ้น ก็จะละคลายการยึดถือว่าเป็นตัวตนลง เมื่อยังไม่ใช่พระอรหันต์ อกุศลธรรมก็ย่อมเกิด อกุศลธรรมจะดับหมดสิ้นเป็นสมุจเฉทก็เมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่การพยามไม่ให้ความคิดเกิดขึ้น ด้วยวิธีการต่างๆ แล้วคิดว่าเป็นทางที่จะละกิเลสได้

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00