พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง เป็นเหตุเป็นผลที่ผู้ฟังผู้ศึกษาจะสามารถเข้าใจตามความเป็นจริงได้ เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงแสดงนั้น เป็นสิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริงนั้น ก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครสร้างหรือบังคับบัญชาให้สภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดเกิดขึ้นได้
สังขารและวิญญาณในปฏิจจสมุปบาท
ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง คำว่าปัจจัยคือนำมาซึ่งผลคือสภาพธรรมนั้น คำว่าสังขาร เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจคำว่า สังขาร ในปฏิจจสมุปบาท หมายถึงอะไร สังขารในปฏิจจสมุปบาท ไม่ใช่หมายถึง ร่างกาย ไมได้หมายถึง สังขารธรรม คือ สภาพธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งทั้งหมด ที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม และไม่ได้หมายถึง สังขารขันธ์ ในขันธ์ ๕ ที่เป็นเจตสิก ๕๐ ประเภท แต่คำว่าสังขารในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง อภิสังขาร คือ เจตนาเจตสิก ที่เป็นกรรม
ดังนั้น อภิสังขาร จึงเป็นกุศลเจตนา คือ กุศลกรรมระดับต่างๆ และอภิสังขารยังหมายรวมถึง อกุศลเจตนา คือ อกุศลกรรมทั้งหมดด้วย ดังนั้น สังขาร ที่เป็นอภิสังขารจึงเป็นสภาพธรรมที่ปรุงแต่งให้เกิดวิบาก จึงมี ๓ ดังนี้ ๑. ปุญญาภิสังขาร เจตนาที่เป็นไปในกุศลขั้นกามาวจรและกุศลขั้นรูปาวจรกุศล ๒. อปุญญาภิสังขาร เจตนาที่เป็นไปในอกุศลกรรม ๓. อเนญชาภิสังขาร เจตนาที่เป็นในกุศลขั้นอรูปาวจรกุศล
ส่วนคำว่าวิญญาณ ในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง จิตที่เป็นผลของกรรม (วิบาก) ไม่ได้หมายถึงจิตทุกประเภท แต่เป็นจิตที่เป็นผลของกรรม คือ ปฏิสนธิวิญญาณ (ปฏิสนธิจิต) คือขณะที่เกิด รวมทั้ง ทวิปัญจวิญญาณ คือ ขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส ซึ่งเป็นจิตที่เป็นผลของกรรม อันเกิดจากกรรมที่ทำไว้
ดังนั้น คำว่า สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ก็คือ เพราะมีกุศลกรรม และอกุศลกรรมที่ทำมา (สังขาร) ก็ย่อมทำให้มีการให้ผลของกรรม มีการเกิด (ปฏิสนธิวิญญาณ) ทำให้เกิดในภพภูมิต่างๆ เพราะมีการทำกรรมที่เป็นสังขาร ดังนั้นขณะที่เกิด ที่เป็นปฏิสนธิจิต เป็นผลมาจาก สังขาร คือการกระทำกรรมที่เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้างให้ผล ทำให้เกิดนั่นเอง และกรรมที่ทำที่เป็นกุศล อกุศลกรรม ก็ยังให้ผล ในขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส ซึ่งขณะที่เห็น เป็นต้น เป็นวิญญาณคือที่เป็นผลของกรรม ที่เกิดจากสังขารคือ กุศลกรรม หรือ อกุศลกรรมที่ทำนั่นเอง
ตัวอย่างเช่น ทำกุศล เช่น รักษาศีล เป็นกุศลเจตนา เป็นสังขารเพราะ เป็นอภิสังขาร คือเจตนาเจตสิกที่เป็นไปในกุศลกรรม เมื่อกรรมนั้นให้ผลก็ทำให้เกิดเป็นเทวภูมิ ขณะที่เกิด เป็นปฏิสนธิวิญญาณ หรือขณะที่เห็นสิ่งที่ดี (วิญญาณ) ก็เป็นผลมาจาก สังขารคือ การกระทำกุศลกรรมที่ดีนั่นเอง
ดังนั้นสังขาร ในปฏิจจสมุปบาท เป็นเจตสิก ไม่ได้หมายถึงเจตสิกทั้งหมด แต่หมายถึง เจตนาเจตสิกเท่านั้น ที่เป็นไปในกุศลกรรม และอกุศลกรรม เช่นเดียวกับ วิญญาณไม่ได้หมายถึง จิตทุกประเภท แต่มุ่งหมายถึง จิตที่เป็นผลของกรรม มี ปฏิสนธิจิต (วิญญาณ) ขณะที่เกิดและทวิปัญจวิญญาณ คือ ขณะที่เห็น ได้ยิน เป็นต้น ที่เป็นผลของกรรม อันเป็นผลมาจาก กุศลกรรม และอกุศลกรรมที่ทำไว้ที่เป็นสังขาร เจตนาเจตสิกที่เป็นกุศลกรรม เป็นปัจจัยให้ผลเป็นวิญญาณ ไม่ใช่ขณะเดียวกัน เพราะไมได้หมายถึงจิตทุกประเภท แต่เป็นขณะที่เกิด (ปฏิสนธิจิต) เป็นต้น คือ ให้ผลหลังจากทำกรรมแล้ว
พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง เป็นเหตุเป็นผลที่ผู้ฟังผู้ศึกษาจะสามารถเข้าใจตามความเป็นจริงได้ เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงแสดงนั้น เป็นสิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริงนั้น ก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครสร้างหรือบังคับบัญชาให้สภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดเกิดขึ้นได้ แต่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ไม่ยั่งยืน แม้แต่ในเรื่องของปฏิจจสมุปปาทก็เช่นเดียวกัน ไม่พ้นไปจากขณะนี้เลย เพราะเป็นธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น อวิชชา เป็นเหตุหลักที่ทำให้สังสารวัฏฏ์ดำเนินไปอย่างไม่จบสิ้น เพราะมีความไม่รู้ จึงมีการกระทำที่เป็นบุญบ้าง เป็นบาปบ้าง (ซึ่งเป็นอภิสังขาร คือ เจตนา อันเป็นสภาพธรรมที่ปรุงแต่งอย่างยิ่ง เป็นเหตุให้มีการเกิดในภพต่างๆ อยู่ร่ำไป) เจตนาเป็นกรรม ในขณะที่กระทำกรรม ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรม หรือ อกุศลกรรม ก็ตาม เป็นอภิสังขาร ที่สะสมอยู่ในจิตพร้อมที่จะให้ผลเกิดขึ้นในภายหน้า และในขณะนั้นก็ต้องมีจิตและเจตสิก ประการอื่นๆ ที่เกิดร่วมด้วย แต่เป็นจิตคนละประเภทกันกับวิญญาณ อันเป็นผลมาจากอภิสังขาร ซึ่งจะเห็นได้ว่า เพราะกามวจรกุศลเป็นปัจจัย จึงทำให้ได้เกิดในสุคติภูมิ กล่าวคือ เกิดเป็นมนุษย์และเกิดเป็นเทวดา เพราะอกุศลกรรม เป็นปัจจัย จึงทำให้เกิดเป็นสัตว์ในอบายภูมิ เพราะรูปาวจรกุศล เป็นปัจจัย จึงให้เกิดเป็นรูปพรหมบุคคล และ เพราะอรูปาวจรกุศล เป็นปัจจัย จึงทำให้เกิดเป็นอรูปพรหมบุคคล ตามระดับขั้นของฌาน ทั้งหมดล้วนเป็นความเป็นไปของธรรมเท่านั้น ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน และประการที่สำคัญ ไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิใด ก็ยังเป็นผู้ไม่พ้นจากทุกข์ หนทางแห่งความพ้นทุกข์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว คือการอบรมเจริญปัญญา ซึ่งจะต้องเริ่มด้วยการฟังพระธรรมให้เข้าใจเป็นความ้ห็นถูก เป็นปัญญาของตนเอง.
