“..มัชฌิมา
หมายถึง ทางพอดี
ของพอดีนั้นมีความสำคัญ ทุกสิ่งทุกอย่างขาดความพอดี ใช้ไม่ได้
ไม้ที่จะตัดเป็นบ้าน ถ้าขาดความพอดี ก็เป็นบ้านไม่ได้
จีวร เสื้อผ้าตัดยาวไป สั้นไปก็ใช้ไม่ได้
อาหารมากไปก็ไม่ได้ น้อยไปก็ไม่ได้
*ความเพียรมากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ได้
มัชฌิมา ทางสายกลาง คือ ขจัดสิ่งที่ไม่พอดี ให้พอดีนั่นเอง
… หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต)
อยู่กับ “ความเป็นจริง” อย่าคิดเยอะ
อะไรเกิดก็คือเกิด เห็นมัน ไม่ต่อต้านมัน
มันมีเหตุของมัน ผลก็คือที่เห็น
แล้ววางมันลง ปล่อยวางมัน
ชีวิตมัน…ไม่ซับซ้อนมากหรอก
ที่ยุ่งเพราะเราไปคิดมากเอง…
….วีระ วศินวรรธนะ
1. “ธรรมะอยู่ที่ใด” / ตอบ…“อยู่ตรงหน้า”
ธรรมะ (สัจธรรม หรือความจริงแท้) ไม่ได้อยู่ที่ไหน แต่อยู่ต่อหน้าเรา อยู่ในสิ่งที่เป็นอยู่ตรงนี้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้
ธรรมะจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องแสวงหาไปไกล แต่ต้อง “ตื่นรู้” ต่อสิ่งที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันขณะ
2. “เหตุใดข้าจึงมองไม่เห็น” / ตอบ… “เพราะว่าเจ้ายังมี ‘ตัวกู’”
ความยึดติดใน “ตัวข้า” (อัตตา/อาตมัน) คือสิ่งที่บดบังการเห็นธรรม
ความจริงนั้นปรากฏอยู่แล้ว แต่ความยึดมั่นว่า “เราคือใคร” ทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริง
คล้ายกับกระจกที่สะท้อนความจริง แต่ถูกฝุ่นของความยึดถือปกคลุมไว้
3. “เช่นนั้นท่านเห็นหรือไม่” / ตอบ… “เมื่อมี ‘ข้า’ แล้วยังมี ‘ท่าน’ ก็ยิ่งไม่เห็น”
คำถามนี้พยายามแยก “ผู้ถาม” กับ “ผู้รู้” ออกจากกัน
แต่ในความเป็นจริง ถ้ายังมีการแบ่งแยกเป็น “ข้า” กับ “ท่าน” ก็แปลว่ายังอยู่ในกรอบของทวิลักษณ์ (dualism)
ธรรมะไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการแบ่งแยก เพราะมันคือหนึ่งเดียว ไม่มีข้า ไม่มีท่าน ไม่มีตัวผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้
4. “หากสามารถทำได้ถึงขั้น ‘ไร้ข้าไร้ท่าน’ จะสามารถเห็นธรรมใช่หรือไม่”
/ตอบ… “เมื่อไม่มีข้าไม่มีท่าน เช่นนั้นผู้ใดจะเห็นธรรม ? ”
นี่คือจุดสุดยอดของคำสอนแบบเซน คือการกลับหัวคำถามเพื่อชี้ให้เห็นว่า หาก “ไม่มีข้า ไม่มีท่าน” จริง ก็ไม่มี “ผู้เห็น” และ “สิ่งที่ถูกเห็น” อีกต่อไป
• เพราะเมื่อดับตัวตนแล้ว ย่อมไม่มีแม้แต่ผู้ไปถึงธรรมะหรือผู้เห็นธรรมะ
• ความตื่นรู้นั้นไม่ได้เป็นของใคร และไม่อาจพูดว่าใครไปถึง มันเป็นเพียงความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่(สภาวะธรรม)โดยไม่ต้องมีผู้รู้
………………………………………………………………………….
สรุปความหมาย :
การเห็นธรรม ไม่ได้เกิดจากการพยายาม “แสวงหา” แต่จากการสละความยึดมั่นในตัวตน
เมื่อไม่มี “ข้า” ก็ไม่มี “ท่าน” และเมื่อนั้น ธรรมะก็ไม่ได้ถูก”ใคร”เห็น แต่เป็นความจริงที่”เป็นอยู่”เช่นนั้นเอง
ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ทุกสภาวะ ไม่มีตัวตนอันแท้จริง
ไม่มีที่อยู่ ไม่คงทนในที่ใด… ในกาย ในวาจา หรือ ในจิต
เป็นดั่งสายลมที่พัดผ่าน
ไม่ต้องเจตนาดับตัวตน
ไม่ต้องเจตนาดับความคิด
ไม่ต้องเจตนาดับอารมณ์
…เพราะไม่เคยมีตัวตนให้ดับ
ดั่งอุปาทานว่า มีตัวตน แต่แท้จริงแล้วคือไม่มีความเป็นเจ้าของ
มันก็แค่เป็นดั่งสายลมที่พัดผ่านไปเอง
พระอาจารย์ปกรณ์นันทน์ ฐิตธัมโม
พุทโธ นั้นมิใช่คาถา
พุทโธนั้น คือ คำภาวนา
เพื่อให้จิตไม่แส่ส่าย ไม่วอกแวก
ให้จิต….และอารมณ์มารวมอยู่ด้วยกัน
เมื่ออารมณ์ไม่ฟุ้งซ่าน….อารมณ์จับอยู่ในจิต
จิตอยู่ที่ไหนอารมณ์ก็อยู่ที่นั่น….
เอาจิตไว้กับลมหายใจ อารมณ์อยู่กับลม
อารมณ์ก็ว่างเปล่า อารมณ์ว่าง จิตก็นิ่ง
นานเข้าจิตก็สงบ….
เมื่อจิตสงบ จิตก็ใสสว่าง กายก็เบา ใจก็เบา
จิตใสสงบ…สติก็รู้อยู่กับตัว
… หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ทโธ” เป็นคำบริกรรม
มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้จิตรวมลงเป็นสมาธิ
และในที่สุดนำไปสู่ความสงบและความรู้แจ้ง
ในเบื้องต้นของการปฏิบัติ
* เราจะ **มีเจตนา** กล่าวคำว่า “พุทโธ” อยู่ในใจ ซ้ำๆ เพื่อให้จิตมีที่ยึดเหนี่ยว ไม่ฟุ้งซ่าน
* อาจจะบริกรรมพร้อมกับลมหายใจ เช่น หายใจเข้า “พุท” หายใจออก “โธ”
เมื่อทำไปเรื่อยๆ จิตเริ่มสงบ
* คำว่า “พุทโธ” จะค่อยๆ **กลายเป็นอัตโนมัติ** และต่อมาอาจจะ **จางหายไปเอง**
* ไม่ใช่เพราะลืม หรือเผลอ แต่เพราะจิตเริ่มเข้าสู่ความสงบลึก หรือ “อัปปนาสมาธิ”
* จุดนั้น จิตไม่ต้องพึ่งคำบริกรรมอีกต่อไป เพราะเข้าสู่ “ความรู้สึกตัว” อย่างเต็มที่
“การเสียสละ”
อันใดที่พวกเราทั้งหลายสละไปแล้วนั้น
เราปล่อยไปจากกายก็เบากาย ปล่อยไปจากใจก็เบาใจ
ไม่ต้องยาก ไม่ต้องยุ่ง ไม่ต้องลำบาก
ผู้ที่ยังไม่ถึงธรรมะข้างใน ก็เอาธรรมะข้อปฏิบัติ อันนี้มาทำกัน
เช่น…
ขันติบารมี วิริยบารมี เมตตาบารมี ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นต้น
อันนี้เป็นพี่เลี้ยงที่จะให้พวกเราทั้งหลายเข้าถึงธรรมะ
จะให้ถึงปาก ถึงทาง ถึงโมกขธรรม อย่างที่เราปรารถนา
…. หลวงพ่อชา สุภทฺโท
ไม่มีความสำเร็จอันใดจะได้มาโดยไม่มีการเสียสละ
“ไม่มีความสำเร็จอันใดจะได้มาโดยไม่มีการเสียสละ
หากเราประสบความสำเร็จโดยไม่เสียสละ
แสดงว่ามีใครบางคนได้เสียสละก่อนหน้านี้
และหากว่าเราเสียสละแต่ไม่ประสบความสำเร็จ
แสดงว่ามีใครบางคนจะประสบความสำเร็จ
จากการเสียสละของเรา”
John C. Maxwell
