Home » การให้อภัย

การให้อภัย

( Somboon )

by Pakawa

พระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธพระพุทธเจ้า เป็นสัจจะ เป็นคำจริงที่แสดงว่าอกุศลทั้งหลายมีโทษควรละ กุศลทั้งหลายมีคุณควรเจริญ ธรรมทั้งหลายเป็น อนัตตา ถ้าฟังเพียงเท่านี้ ก็ไม่มีใครที่จะละอกุศล และเจริญกุศลประการต่างๆ ได้ พระองค์จึงแสดงถึงความเป็นจริงของธรรมะทั้งหลาย โดยละเอียด โดยประการต่างๆ เพื่อให้ได้เข้าใจถูกเห็นถูก เป็นปัญญา กุศลทั้งหลายก็เจริญขึ้น อกุศลก็ละคลายลง ตามลำดับขั้นของปัญญา จนสามารถดับกิเลสได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นหน้าที่ของปัญญา ไม่มีเราที่จะไปละไปเจริญหรือไปดับกิเลส นี่คืออนุสาสนีปาฏิหาริย์ ความอัศจรรย์แห่งคำสอน

การให้อภัย

     การให้อภัยหรือไม่ถือโทษ การไม่โกรธเมื่อผู้อื่นล่วงเกินต่อเรา แสดงให้เห็นถึงสภาพจิตในขณะนั้นว่าเป็นสภาพจิตที่ดี เป็นกุศลจิต เป็นจิตที่ประกอบด้วยธรรมฝ่ายดี มี ศรัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ เป็นต้น เพราะขณะนั้นไม่ผูกโกรธ ซึ่งเป็นความจริงที่ว่า กุศล ย่อมให้ผลที่ดี นำมาซึ่งความสุขความเจริญ และที่สำคัญการให้อภัย เป็นกุศลที่สูงกว่าการให้วัตถุทาน เพราะเหตุว่าสำหรับบางบุคคลให้วัตถุทานได้ง่ายมาก แต่ให้อภัยคนอื่นยาก จึงเป็นเรื่องที่ควรจะพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง การให้อภัย คือ ไม่ถือโทษโกรธคนอื่น ต้องเป็นกุศลในขณะนั้น แต่ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ ก็ยังมีเหตุปัจจัยให้ความโกรธ ความไม่พอใจเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ซึ่งจะต้องขัดเกลาด้วยความเข้าใจพระธรรมอย่างแท้จริง
    ประโยชน์ของการให้อภัย คือเริ่มจากตัวเอง ขณะที่ให้อภัยเป็นการขัดเกลากิเลสของตนเอง แทนที่จะสะสมความผูกโกรธ ความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ให้อภัยในความผิดของคนอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ก็ตาม และที่สำคัญก็เป็นประโยชน์กับบุคคลอื่นอีกด้วย ทำให้เขาเกิดความสบายใจ ไม่มีภัย กล่าวได้ว่าเป็นการรักษาทั้งตนเอง และผู้อื่นด้วย
     ภัยอย่างสูงสุดคือ กิเลสของตนเอง เป็นภัย เป็นศัตรู เป็นสิ่งที่น่ากลัว คนอื่นไม่ใช่ภัยที่แท้จริง เพราะ สิ่งที่ทำร้ายใจของตนเองได้ ที่แท้ คือกิเลสที่เกิดขึ้นในจิตใจ ดังนั้น การให้ความไม่มีภัย อันเป็นอภัยทานอันสูงสุด ก็สามารถกล่าวได้ว่า การละความไม่มีภัย คือการละกิเลสของตนเองทีเกิดขึ้น ขณะใดก็ชื่อว่า ไม่มีภัย คือกิเลสในขณะนั้น ขณะที่ให้ทาน ทำบุญประการต่างๆ ก็ชื่อไม่มีภัย คือ กิเลสเกิดขึ้น เพราะ จิตเป็นกุศล แต่ยังไม่พ้นจากภัย คือการเกิด ไม่พ้นจากภัย คือกิเลสที่สะสมอยู่ในจิตใจอยู่ การให้อภัยที่สูงสุด คือการละ สิ่งที่เป็นภัย เป็นศัตรูในจิตใจจนหมดสิ้น จึงกล่าวได้ว่า ปัญญาที่ดับกิเลสหมดสิ้นแล้ว ถึงความเป็นพะรอรหันต์เป็นการให้อภัย ให้ความไม่มีภัยกับจิตใจของตนเอง เพราะละกิเลสที่เป็นภัยได้จนหมดแล้วนั่นเอง
ขณะที่ให้อภัยแล้วคือ ให้ความไม่มีภัยกับตนเองก่อนเลยในขณะนั้นคือ เป็นกุศลจิตที่คิดที่จะไม่โกรธคนอื่น คิดที่จะไม่ทำร้ายคนอื่น ทางกาย วาจา ไม่คิดที่จะฆ่า ไม่คิดที่จะลักขโมย เป็นต้น ขณะนั้น ก็ให้อภัย ให้ความไม่น่ากลัวกับตนเอง คือ ละกิเลสที่เคยเกิดแล้วที่เคยโกรธ และให้อภัยกับผู้อื่นที่ไม่คิดจะให้สิ่งไม่ดีกับเขา ใจของตนเองที่จะรู้และ จะรู้จิตของตนเองได้อย่างไรว่า ให้อภัยแล้ว ก็ด้วยปัญญาที่รู้ว่า จิตเป็นกุศลหรือไม่ และ ไม่โกรธแล้ว แต่ไม่โกรธด้วยจิตอะไร  ถ้าไม่โกรธ แต่ ยังขุ่นเคืองใจ อดทนอยู่ ก็ไม่ได้ให้อภัยจริงๆ แต่ไม่โกรธ แต่เกิดจิตที่เป็นกุศลแทน คือ ความมีเมตตา หวังดี อย่างนี้ เป็นการให้อภัยแล้ว ซึ่งปัญญาของตนเองเท่านั้นที่จะรู้ได้
      ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะรู้ได้ก็ด้วยการศึกษาพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นสำคัญ พระธรรมที่ได้ศึกษาและเกิดปัญญาแล้ว ย่อมนำมาซึ่ง ความเข้าใจถูก ความเข้าใจถูกย่อมทำให้คิดถูก เมื่อคิดถูก กาย วาจา ก็ดี และ คิดให้ให้อภัย แม้เกิดอกุศล เกิดความโกรธขึ้น ไม่มีตัวเรา พยายามที่จะละกิเลสได้  หากไม่ได้ศึกษาพระธรรม แต่ปัญญาที่เกิดจากการศึกษาพระธรรม ย่อมปรุงแต่งให้ละกิเลสได้ และเจริญขึ้นของกุศลไปตามลำดับ.

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00