อนัตตา สภาวะ ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน หมายถึง ลักษณะของสภาพธรรมที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใด คือเป็นสภาพนามธรรมอย่างหนึ่ง มีลักษณะที่น้อมไปรู้อารมณ์ จะมีผู้ใดผู้หนึ่งบังคับให้นามธรรมเป็นสภาพที่ไม่รู้อารมณ์ก็ไม่ได้ หรือ สภาพที่เป็นรูปธรรม มีลักษณะที่ไม่รู้อารมณ์ ใครจะบังคับให้รู้เปลี่ยนมาเป็นสภาพที่รู้อารมณ์ก็ไม่ได้ หรือสังขารธรรมเป็นสภาพที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ใครจะบังคับให้สังขารธรรมเป็นสภาพที่เที่ยง เป็นสุข ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น สังขารธรรมที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จึงเป็นอนัตตา และแม้วิสังขารธรรมซึ่งหมายถึงพระนิพพาน เป็นสภาพที่เที่ยง (เพราะไม่เกิดดับ) เป็นสุข (เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมได้) แต่ก็ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพของนิพพานให้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ได้ วิสังขารธรรมที่เที่ยง เป็นสุขนั้นจึงเป็นอนัตตาด้วย หรือความหมายอีกนัยหนึ่งคือ ว่างจากตัวตน สัตว์ บุคคล
การที่คิดว่าไม่มีตัวตน ไม่มีบุคคล ไม่มีสัตว์ ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย บังคับบัญชาไม่ได้ อาจทำให้คนประมาท นั่งๆ นอนๆ ไม่ทำอะไรใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ รอวันตาย อย่างนั้นก็เข้าใจผิด เพาะเหตุว่าการที่ทำอะไร และไม่ทำอะไร ก็เป็นส่วนหนึ่งของเหตุปัจจัย และก็เป็นเราที่จะทำหรือไม่ทำ ก็ยังคงเป็นอัตตาอยู่นั้นเอง ผู้ที่รู้ตามความเป็นจริงว่า ธรรมทั้งปวง ไม่มีตัวตน ไม่มีสัตว์บุคคล เกิดเพาะเหตุปัจจัย ผู้นั้นคือผู้มีปัญญา คือเข้าใจถูกเห็นถูกตามความเป็นจริง ผู้มีปัญญาย่อมเป็นผู้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต การมีชีวิตอยู่ของผู้มีปัญญา ชื่อว่ามีชีวิตอยู่อย่างประเสริฐ ฉะนั้นผู้ที่เข้าใจ และรู้ตามเป็นจริงว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ย่อมเห็นโทษของอกุศล เห็นคุณของกุศลและย่อมเจริญกุศลทุกประการ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท แต่ถ้าเป็นเพียงความคิดโดยไม่แยบคายว่าไม่มีตัวตน ด้วยอกุศล แต่ไม่เห็นโทษของอกุศล ไม่เห็นคุณของกุศล ชื่อว่าเป็นผู้ประมาทแน่นอน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ แสดงว่า “เมื่อใด บัณฑิตย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรม ทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ ความ หน่ายในทุกข์ นั่นเป็นทางแห่งความหมดจด”
เมื่อเรารู้ว่า ไม่มีสัตว์บุคคล เป็นความเข้าใจถูกต้องจริงๆ แล้ว ก็รู้ว่ามีแต่ธรรมะ เป็น รูป จิต เจตสิก เมื่อไม่รู้ความจริงก็ยึดว่า เป็นเราที่กำลัง ทำงาน ทำหน้าที่ต่างๆ ขณะนี้เรากำลังคิด หรือว่าเป็นจิตคิด ขณะนี้ใครกำลังเห็น เราเห็น หรือ จิตเห็น เมื่อเข้าใจความจริงว่า มีแต่ธรรมที่ทำหน้าที่ ถามว่าเราบังคับให้ธรรมเป็นไปตามที่เราต้องการได้ไหม ถ้าจะเห็นไม่ให้เห็นได้ไหม ถ้าจะคิดไม่ให้คิดได้ไหม ไม่ได้ เพราะเป็นธรรมะ จึงเป็นอนัตตา ดังนั้นแม้มีความเข้าใจถูกแล้ว ก็ย่อมคิดนึกอยู่ดี ย่อมเห็นอยู่ดี ย่อมทำสิ่งต่างๆ อยู่ดี เพราะเป็นธรรมที่ทำหน้าที่เพียงแต่มีความเห็นถูกมากขึ้น เห็นตามความเป็นจริง พระพุทธเจ้าดับกิเลสแล้ว ไม่มีความเห็นผิดว่า มีสัตว์บุคคลตัวตน ท่านก็ยังทำกิจต่างๆ เช่น บิณฑบาต แสดงธรรม แต่มีปัญญาต่างหากที่เพิ่มเข้ามา ดังนั้นการประมาท คือ ขณะที่เป็นอกุศล มิใช่นั่งเฉยๆ ทำการงาน แต่จิตเป็นอกุศลก็ชื่อว่ายังประมาท.
11
previous post
