Home » ปัญญา

ปัญญา

( Somboon )

by Pakawa

ปัญญา

ต้องเข้าใจอรรถของสภาพธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติใช้คำว่า “ปัญญา” แล้วก็จะมีชื่ออีกหลายชื่อ สำหรับสภาพธรรมที่มีความเห็นถูกตามระดับขั้นด้วย
     ปัญญาเจตสิก ไม่ใช่ปัญญาทางโลก ซึ่งเราสามารถศึกษาวิชาการทางโลก ซึ่งไม่ได้รู้ตัวจริงของธรรมะ เป็นแต่เพียงความทรงจำเรื่องราวของธรรมะ ซึ่งเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว และก็ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นวิชาการสาขาใดทั้งสิ้น เช่น วิชาการแพทย์ ก็จะมีการทรงจำในรูปร่างสัณฐานของรูปธรรม สีสันวัณณะที่ต่างกัน บัญญัติว่าเป็นหัวใจ ตับ ปอด ม้าม เป็นต้น แต่ว่าลักษณะแท้ๆ สิ่งนั้นปรากฏเมื่อไร ถ้ามีจักขุปสาท สีสันวัณณะเท่านั้นปรากฏ ถ้ากระทบสัมผัส เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหวเท่านั้นปรากฏ
     วิชาการทางโลกซึ่งมีผู้ที่มีความสามารถต่างๆ ขณะนั้นไม่ใช่ปัญญาเจตสิก ถ้าเป็นปัญญาเจตสิก คือ รู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีจริงๆ อย่างถูกต้องตามลำดับขั้น จึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิ หรือปัญญาเจตสิก
     ในพระพุทธศาสนาจะมีปัญญา ๓ ระดับ สุตตมยปัญญา จินตามยปัญญา และ ภาวนามยปัญญา
สุตตมยปัญญา ปัญญาที่สำเร็จจากการฟัง หมายความว่าฟัง ไม่ใช่ฟังเฉยๆ ฟัง พิจารณา ไตร่ตรอง เข้าใจ ปัญญาเมื่อเกิดแล้ว จะค่อยๆเจริญขึ้น ถ้ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้น และเห็นคุณของปัญญามากขึ้น ก็มีการศึกษาธรรมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงระดับขั้นของ สุตตมยปัญญา ปัญญาที่สำเร็จจากการฟัง แล้วก็มีจินตามยปัญญา ฟังแล้วก็คิดไตร่ตรองถึงสิ่งที่ได้ยินได้ฟังอีก ลักษณะของรูป แข็งหรือร้อน เย็นหรืออ่อน พวกนี้ ฟังมาก็แล้วแต่ว่าสามารถที่จะระลึกได้เท่าไร ใคร่ครวญได้เท่าไร เข้าใจได้อีกเท่าไร นั่นก็เป็นปัญญาระดับของการตรึก การคิดนึก ก็เป็น สุตตมยปัญญา จินตามยปัญญา ส่วนอีกขั้นหนึ่ง เป็นภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาที่อบรมด้วยสติสัมปชัญญะ ซึ่งต้องอาศัยการฟังเข้าใจก่อนจึงสามารถที่จะเป็นปัจจัยให้สติอีกระดับหนึ่งสามารถที่จะเกิดระลึกรู้ลักษณะสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แล้วเริ่มเข้าใจขึ้นจนกว่าสามารถที่จะประจักษ์แจ้งอริยสัจธรรมได้ ก็มีปัญญา ๓ ระดับ ซึ่งขณะนี้ก็กำลังค่อยๆ เกิด
ปัญญาไม่ใช่สามารถจะเกิดได้อย่างฉับพลันทันทีอย่างมากมายรวดเร็ว แต่ต้องอาศัยการอบรมด้วยการระลึกศึกษารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามปกติ คือในขณะนี้ แต่ละขณะ ตามความเป็นจริง ทำอะไรไม่ได้ เรื่องของปัญญาไม่ใช่เรื่องทำ แต่เป็นเรื่องที่จะต้องอบรมจนกระทั่งเป็นปัญญาที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ เวลาความรู้เกิดขึ้นรู้ ก็รู้ว่ารู้ เวลาที่ความรู้ไม่เกิดแล้วก็ไม่รู้ ก็ต้องตรงต่อความเป็นจริงว่ายังไม่รู้ สภาพธรรมแต่ละอย่างเป็นของจริง อวิชชาก็เป็นอวิชชาคือไม่รู้ วิชชาก็คือวิชชาคือรู้ แต่ไม่มีตัวตนที่สามารถจะไปเร่งรัด หรือว่าจะไปพยายามให้เกิดปัญญาโดยไม่อบรม โดยไม่ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม ความรู้จะต้องเกิดขึ้นเพราะการศึกษา.

#สัมมาทิฏฐิกับสัมมาสติ

ความเป็นจริงของธรรม เป็นอย่างไร ย่อมเป็นอย่างนั้น ใคร ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ สัมมาทิฏฐิ หรือ ปัญญา เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลไม่ใช่ตัวตน เมื่อปัญญาเกิดขึ้น ก็ทำกิจหน้าที่ของปัญญา คือเข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่มีจริง ส่วน สัมมาสติ เป็นความระลึกชอบ คือ ระลึกในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ สัมมาทิฏฐิ กับ สัมมาสติ เป็นสภาพธรรมคนละประเภทกัน กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิ เป็นปัญญาเจตสิก ส่วนสัมมาสติ เป็นสติเจตสิก ที่เกิดขึ้นเป็นไปในการระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ซึ่งทั้งสองย่อมเกิดกับจิตที่เป็นกุศลเท่านั้น
     อริยมรรคมีองค์ ๘  มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น เป็นหนทางในการนำไปสู่การดับกิเลสทั้งหลายทั้งปวงทำให้ประจักษ์แจ้งพระนิพพาน การที่จะไปถึงการดับกิเลสได้ตามลำดับขั้น ต้องดำเนินตามหนทางอันประเสริฐนี้เท่านั้น ซึ่งจะขาดปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูกไม่ได้เลย ถ้ามีปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูกแล้ว ทุกอย่างก็คล้อยตามปัญญาและยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของธรรมว่าจะเกิดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ มีปัญญาเกิดเดี่ยว ๆ ไม่ได้ ต้องเกิดร่วมกับเจตสิกธรรมประการอื่น ๆ ด้วย ขณะที่ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ขณะนั้นเป็นกุศลธรรมที่ประกอบด้วยปัญญา และขณะนั้นก็สงบจากอกุศล มรรคมีองค์ ๕ ก็เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ของตน  กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิ (ปัญญาเจตสิก) ทำกิจหน้าที่เห็นตามความเป็นจริงในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ, สัมมาสังกัปปะ (วิตักกเจตสิก) ก็เกิดขึ้นทำกิจ หน้าที่ตรึก หรือจรดในอารมณ์ เพื่อสติระลึก และปัญญารู้ตามความเป็นจริง, สัมมาสติ (สติเจตสิก) ระลึกตรงลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นรูปธรรม หรือนามธรรมที่กำลังปรากฏ, สัมมาวายามะ (วิริยเจตสิก) เพียรระลึกรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง, สัมมาสมาธิ (เอกัคคตเจตสิก) ก็ตั้งมั่นในอารมณ์ที่กำลังปรากฏเพื่อปัญญาจะได้รู้ตามความเป็นจริง และถ้ามีวิรตีเจตสิกหนึ่งเจตสิกใดเกิดร่วมด้วย ก็เป็นมรรคมีองค์ ๖ และมรรคทั้งแปดองค์ก็เกิดร่วมกันเมื่อเป็นโลกุตตระ ขณะที่มรรคจิต ผลจิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์เดียวกัน คือพระนิพพาน
     ธรรมะเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ต้องเริ่มจากการสะสมปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อยจริงๆ คงยังไม่ต้องกล่าวถึงสติปัฏฐานก็ได้ ขณะนี้มีธรรมอะไรบ้าง ที่ควรรู้ควรศึกษาให้เข้าใจ เมื่อฟังในเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริงบ่อยๆ เนืองๆ ก็จะเป็นเหตุให้สติเกิดขึ้น ระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนั้นได้ ซึ่งเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น สิ่งสำคัญ คือความเข้าใจถูกเห็นถูก ตั้งแต่ต้น
สิ่งที่ควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง คือควรตั้งต้นที่การฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ เพราะการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นเรื่องที่ยากและยาวไกลมาก กิจที่ควรทำในขณะนี้คือ ฟังพระธรรมให้เข้าใจ ค่อยๆ สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อย พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้และทรงแสดงนั้น มีความละเอียดลึกซึ้ง ยากที่จะตรัสรู้ตามได้ เป็นธรรมอันบัณฑิตเท่านั้นที่จะรู้ได้ ธรรมจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกว่าที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ต้องใช้เวลาอันยาวนานในการบำเพ็ญพระบารมี ถ้าไม่ฟังไม่ศึกษาเลย ปัญญาย่อมไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ เหตุที่จะทำให้ปัญญาเจริญขึ้น ก็คือ ฟังพระธรรม ด้วยความเคารพ ไตร่ตรองพิจารณาในเหตุในผลของธรรม ซึ่งไม่พ้นไปจากชีวิตประจำวันเลย ไม่ว่าจะฟังพระธรรมส่วนไหน ก็ไม่พ้นไปจากเพื่อให้เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังมีในขณะนี้ สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง มีจริงๆ ในขณะนี้.

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00