จะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน
ทุกคนจะอยู่ในโลกนี้ไม่นานเลย แล้วแต่ว่าเท่าไหร่ นานเท่าไหร่ อาจจะเป็นแค่เย็นนี้ พรุ่งนี้ก็ได้แล้วก็สิ่งที่มีในชีวิตทั้งหมดเป็นของคนนั้นจริงๆหรือเปล่า แม้แต่เพียงรูปร่างกายซึ่งเข้าใจว่าเป็นเรา เป็นตัวเรา เพียงไม่มีจิต เป็นอย่างไร เดินได้ไหม พูดได้ไหม ทำอะไรได้ไหม ก็ไม่ได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้น ที่สำคัญที่สุดคือปัญญา ในบรรดาธรรมทั้งหมดซึ่งเกิดมีปัจจัยปรุงแต่งปัญญาเป็นเลิศ เพราะว่า ทุกคนจะกลัวภัยอย่างอื่นทั้งนั้นเลย น้ำท่วม ภัยน้ำท่วมเตรียมพร้อมกันจ้าละหวั่น ไฟไหม้ น่ากลัวมาก แต่ภัยเหล่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน โรคภัยไข้เจ็บที่กำลังระบาดหนักในขณะนี้ กลัวว่าจะติดโรคไหม จะป้องกันอย่างไร จะฉีดวัคซีนดีไหม จะเอายี่ห้ออะไร ฉีดแล้วจะแพ้ไหม เป็นต้น สารพัดที่จะกลัว
แต่ภัยจริงๆคือ อกุศล ทำร้ายบุคคลนั้นตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัวเลย ขณะที่กลัว วิตกกังวล ขณะนั้นก็เป็นภัย เป็นอกุศล เพราะฉะนั้น ถ้าจะพ้นภัยจริงๆ ก็คือ ปัญญาเกิดขึ้นขณะใดไม่ว่ากำลังเผชิญกับศัตรู หรืออุบัติเหตุ หรือภัยอันตรายต่างๆ สามารถที่จะพ้นภัยคือกิเลส เพราะมีความเข้าใจถูกต้องว่าขณะนั้นเป็นธรรมซึ่งเกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น ฟังดูก็ต้องแล้วแต่ว่าจะคิดว่าอย่างไหนมีประโยชน์ เมื่อเกิดมาแล้วทรัพย์สินเงินทองมหาศาลมีประโยชน์ หรือว่าทรัพย์สินเงินทองมหาศาลก็ไม่ช่วยให้หายความกลัวภัย หรือความทุกข์ได้
เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นได้จริงๆว่า เกิดมาแล้วผู้ใดที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม เป็นลาภานุตตริยะ คือ เป็นลาภที่ประเสริฐยิ่งกว่าการได้ลาภใดๆทั้งสิ้น เพราะลาภอื่นๆก็ไม่ได้ติดตามไปถึงชาติหน้า แต่ว่าความเข้าใจธรรมที่สะสมมาก็จะทำให้เป็นผู้ที่มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมได้เข้าใจขึ้นจนกระทั่งสามารถที่จะอบรมเจริญปัญญามีความมั่นคงว่าทุกสิ่งทุกอย่างชั่วคราว เกิดมาก็ชั่วคราวก็ต้องจากความเป็นบุคคลนี้ไปไม่มีอะไรที่ยั่งยืน นั่นคือระยะยาว แต่ขณะนี้ก็ชั่วคราวอย่างเร็ว มากจากเห็น เป็นได้ยิน เป็นคิดนึก เป็นรักเป็นชังต่างๆ แล้วอยู่ที่ไหนทั้งหมด หมดแล้วไม่กลับมาอีก
ใครไม่ดีก็เรื่องของเขา
ใครไม่ดีก็เรื่องของเขา อกุศลจิตของเขาเกิดแล้ว แต่เมตตาของเราเกิดหรือเปล่า มีความเป็นมิตรเป็นเพื่อนหรือเปล่า เมตตาเป็นบารมี (คุณความดีที่ทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส) ด้วย บุคคลที่กระทำไม่ดีต่างๆ ก็ด้วยความไม่รู้ แล้วเราควรโกรธความไม่รู้ของเขาไหม เราควรมีเมตตาหวังดี ถ้าสามารถที่จะเกื้อกูลเขาได้ก็เกื้อกูล นี่ก็แสดงให้เห็นว่ากว่าจะถึงกาลเวลา ที่ทำให้กุศลทั้งหลายสมบูรณ์สามารถที่จะเข้าใจธรรม (สิ่งที่มีจริง) ซึ่งเป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี แต่เป็นผู้ตรงที่จะรู้ว่าธรรมเป็นธรรม แล้วก็ไม่วินิจฉัยเอนเอียงด้วยโลภะหรือโทสะ แต่ว่าด้วยปัญญาที่มีความเห็นถูกในสภาพธรรม ด้วยเหตุนี้ ก็จะเข้าใจถึงพระมหากรุณาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา หลังจากที่ตรัสรู้แล้วไม่นานเลย แล้วก็ใกล้ต่อการที่จะปรินิพพาน ก็ยังเห็นว่าสัตว์โลกควรที่จะได้ฟังคำจริงที่สามารถที่จะสะสมไปเพื่อที่จะให้มีความเห็นถูกจริงๆว่าธรรมเป็นธรรม
เพราะฉะนั้น แต่ละคน เมื่อพูดถึงธรรม ก็ไม่ได้อยู่ไกลตัว ไม่ได้อยู่ที่คนอื่น ไม่ใช่โกรธคนอื่น โกรธอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ตัวเอง จะให้พ้นไหม หรือว่า เอาไว้ก่อน อันตรายมากเลย ไม่เห็นภัยที่ยิ่งกว่าภัยอื่น เพราะใกล้ตัวที่สุด เกิดเมื่อไหร่ก็ได้ นอนสบายๆ ก็เป็นทุกข์ได้แล้ว เพราะกิเลส ใครทำให้ไม่มีใครทำให้เลย อกุศลที่สะสมมานั่นเอง
การฟังพระธรรม จะเห็นได้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาแสดงโดยละเอียดอย่างยิ่งโดยประการทั้งปวง ไม่ว่าขณะนั้นจะประทับที่ไหน มีสิ่งใดที่กำลังปรากฏ ก็ล้วนเป็นธรรมที่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้น อย่าลืม ฟังธรรมเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังมี.
ธรรม ประจำวันนี้ จากพระไตรปิฎก
ฆราวาสธรรม ๔
หลักธรรม สำคัญ สำหรับผู้ ครองเรือน
๑.สุจจะ
คือ ความซื่อตรง ความจริงใจ ต่อตนเอง และ ผู้อื่น พูดจริง ทำจริง
๒.มะทะ
คือ ความสามารถที่จะควบคุมใจ ควบคุมตนเอง ฝึกฝนตนเอง ให้ตรงอยู่ใน ธรรม
๓.ขันติ
คือ ความอดทน กิเลส ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ของตนเอง และของผู้อื่น เช่น ทนฟังผู้อื่นพูดไม่ถูกใจได้
๔.จาคะ
คือ การบริจาคออก แบ่งปัน ไม่เห็นแก่ตัว เมื่อมีเหลือแล้ว ต้องรู้จักเมตตา คือ ให้ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน คืน ใดๆ ทั้งสิ้น
ฟังแล้ว มอง เข้าไปในใจของตัวเอง ทำตามได้ ทำตามเลย อย่าเพียง แค่ รู้
