สติและปัญญาในพุทธศาสนา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้วทรงแสดงพระธรรมเพื่อให้ผู้อื่นได้รู้ตาม เพื่อให้รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ไม่ผิดไม่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง สิ่งสำคัญสำหรับผู้ฟังผู้ศึกษา คือเริ่มเข้าใจตั้งแต่ต้นว่า ทุกอย่างเป็นธรรม

สติและปัญญาในพุทธศาสนา

สติเป็นเจตสิกฝ่ายดี ที่เกิดกับจิตที่ดีทุกประเภท ดังนั้นขณะใดที่กุศลจิตเกิด ก็ต้องมีสติเจตสิกเกิดขึ้นร่วมด้วยเสมอ สติ ทำหน้าที่ระลึก และกั้นกระแสของกิเลส
ปัญญาก็เป็นเจตสิกฝ่ายดีเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้เกิดร่วมกับจิตที่ดีทุกประเภท ดังนั้นขณะที่กุศลจิตเกิด ก็มีทั้งกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา และไม่ประกอบด้วยปัญญา ปัญญาทำหน้าที่รู้ตามความเป็นจริง และตัดละกิเลส
    ขณะที่ปัญญาเกิด ขณะนั้นต้องเป็น จิตที่ดี มีกุศลจิต เป็นต้น เมื่อจิตที่ดีเกิด เพราะมีปัญญา จะขาดสติไม่ได้ เพราะสติเป็นโสภณะสาธารณะเจตสิก คือ เป็นเจตสิกที่ดีที่เกิดร่วมกับจิตที่ดีทุกประเภท ดังนั้น เมื่อใดปัญญาเกิด จะต้องมีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วยเสมอ มีปัญญาก็ต้องมีสติด้วย มีปัญญาโดยไม่มีสติไม่ได้ แต่ มีสติ ไม่จำเป็นจะต้องมีปัญญา เพราะ ปัญญาไม่ได้เกิดกับกุศลจิต หรือ จิตที่ดีทุกประเภท กุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็มี แต่ก็มีสติในขณะนั้น แต่ไม่มีปัญญาก็ได้
   ดังนั้นเมื่อพูดถึงการอบรมปัญญา ที่เป็นอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ต้องมีทั้ง สติและปัญญา และสภาพธรรมฝ่ายดีประการต่างๆ มี ศรัทธา หิริ เป็นต้น ดังนั้นสติและปัญญาแตกต่างกันก็จริง แต่ทำหน้าที่ร่วมกัน สติทำหน้าที่ระลึก และรักษาจิตในขณะนั้น ส่วนปัญญารู้ตามความเป็นจริง ซึ่งในธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนั้น ทรงแสดงว่า ทั้งสติ และปัญญา ธรรมทั้งสองอย่างนี้ ต่างก็เปรียบเหมือนสารถี ที่คอยคุมรถให้เดินไปในทางที่ถูกและด้วยดี เพราะอาศัย สติ จึงระลึกทั่วไปในสภาพธรรมทั้งที่เป็นกุศล อกุศล และเพราะอาศัยปัญญานำหน้าที่เป็นสารถี ก็ทำให้กุศลธรรมประการอื่นๆเกิดตามมา เพราะมีปัญญา เป็นหัวหน้า เป็นสารถีนำทางที่ถูกต้องนั่นเอง ดังนั้น ไม่ว่ากล่าวโดยนัยใด ทั้งสติและปัญญาก็เป็นสารถี ที่คอยควบคุมให้เดินไปในทางที่ถูกต้อง คือ อริยมรรคนั่นเอง โดยไม่มีตัวเราที่จะพยายามที่จะเดิน ที่จะทำสติ ที่จะทำปัญญา แต่เป็นหน้าที่ของธรรมที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น อาศัยทั้งสติและปัญญารวมทั้งสภาพธรรมฝ่ายดีอื่นๆ เกิดขึ้น ก็จะสามารถละกิเลส ได้ในที่สุด หากเราเข้าใจ ไม่ว่ากล่าวโดนัย ทั้งสตินำหน้าก็ได้ ปัญญานำหน้าก็ได้ ก็ให้เข้าใจว่า เป็นการทำหน้าที่ของสภาพธรรมร่วมกันนั่นเอง.

ธรรม
ประจำวันนี้ จากพระไตรปิฎก

อวิปปฎิสาร ๕
คือ ความไม่เดือดร้อนใจ ในชีวิตประจำวัน จะหมดไป เราต้องทำ ๕ อย่างนี้ ก่อน คือ

๑.ศีล
๒.ปราโมทย์ ได้พูดไปแล้ว นะครับ
วันนี้ จะพูดต่อ ที่เหลือ นะครับ

๓.ปีติ
ต้องทำเหตุ ให้จิตใจของเรา เกิดความอิ่มใจ เกิดความแช่มชื่น

พัฒนา
ขึ้นเป็น ความปราบปลื้ม ซาบซ่าน อื่มด่ำในธรรม

๔.ปัสสัทธิ
ต้องทำเหตุให้จิตของเรา สงบระงับ จาก นามกาย (นามกาย คือ สังขาร ๕๐ มี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ..เป็นต้น.)

จะทำให้ กาย และ จิตใจ สงบมาก เย็นมาก ไม่มีความฟุ้งซ่าน ไม่มีความหงุดหงิด

๕.สุข
จิตใจ ก็จะเกิดความสุขสบาย เหตุเพราะเมื่อจิตใจสงบแล้ว ย่อมได้รับความสุขทางใจ อย่างปราณีต

ซึ่งเป็นฐาน รองรับให้เกิด สมาธิ คือ จิตตั้งมั่น ต่อไป

Related posts

เดช ๕ กำลังเผาผลาญอกุศล

กตัญญูกตเวที

สวดมนต์ภาวนา