คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มทำให้ผู้ฟังเป็นคนตรง และ ความดีทั้งหมดจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากความเป็นผู้ตรง สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด คนนั้นสามารถที่จะรู้ว่าสิ่งที่ถูก ควรกระทำ สิ่งที่ผิด ไม่ควรกระทำ
เดช ๕
กำลังเผาผลาญอกุศล
คำว่า เตโช – เดช คือกำลังเผาผลาญธรรมะฝ่ายตรงข้าม เดชมี ๕ คือ ธรรมเดช, คุณเดช, จรณเดช, ปัญญาเดช และ บุญญเดช
บุคคลผู้มีจิตอันกล้าแข็ง ย่อมยังเดชคือความเป็นผู้ทุศีลให้สิ้น ด้วยเดชคือศีลเครื่องดำเนินไป, ย่อมยังเดชมิใช่คุณให้สิ้นไปด้วยเดชคือคุณ, ย่อมยังเดชคือความเป็นผู้มีปัญญาทรามให้สิ้นไปด้วยเดชคือปัญญา, ย่อมยังเดชมิใช่บุญให้สิ้นไปด้วยเดชคือบุญ, ย่อมยังเดชมิใช่ธรรมให้สิ้นไปด้วยเดชอันเป็นธรรม
๑. ธรรมเดช คือพระธรรมคำสอน สามารถทำให้ชีวิต ความคิดและปัญญาต่างจากเดิมได้ จากไม่เคยมีปัญญาก็มีปัญญา จากไม่เมตตาก็มีเมตตา จากไม่เคยช่วยเหลือแม้สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เริ่มช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งหมดนำไปสู่การค่อย ๆ ละคลายอกุศลแต่ยังเป็นเรา กว่าจะค่อย ๆ ละคลายอกุศลจนไม่ใช่เรา เห็นโทษของอกุศล ขณะที่ไม่สงบเป็นเพราะอกุศล ไม่สงบจากอกุศลจึงฟุ้งซ่าน ติดข้องในรูปรสต่าง ๆ ฟุ้งซ่านมากแค่ไหนแต่ไม่รู้เลย ธรรมเดช ทำให้รู้ได้ว่าอกุศลมีโทษมาก และกุศลแม้เพียงเล็กน้อยนั้นไม่ฟุ้งซ่าน คนที่เข้าใจความต่างของกุศลและอกุศล ก็เจริญกุศลตามกำลังของปัญญา ขณะนี้เองเป็นปัญญาเดช จากไม่เคยรู้เป็นความรู้ ฟังพระธรรมสามารถค่อย ๆ เข้าใจในความละเอียด สะสมเป็นสังขารขันธ์ จะมากด้วยกุศลหรือจะน้อยด้วยกุศลก็เพราะเหตุว่ามีความเข้าใจธรรมะและขณะนั้นรู้ในความเป็นอนัตตา
๒. คุณเดช คือกุศลธรรม ความดีธรรมฝ่ายกุศลที่เป็นคุณ เป็นเดช คือเผาผลาญธรรมะฝ่ายตรงข้ามคืออกุศลธรรม ที่เป็นโทษ เผาผลาญความไม่สงบของจิตคืออกุศลธรรมที่ทำให้จิตไม่สงบ
๓. จรณเดช คือศีล คุณความดีที่เป็นเครื่องเผาผลาญความทุจริต ความเป็นผู้ทุศีลด้วยกุศลที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมเดช ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๔. ปัญญาเดช คือปัญญาที่เกิดจากการได้ฟังธรรม เดชที่เป็นเหตุให้เผาผลาญอวิชชา คือความไม่รู้ จนถึงบุญญเดช อริยมรรคที่ประหารอกุศลทั้งหมดเป็นสมุจเฉท
๕. บุญญเดช คือบุญ ขัดเกลากิเลสจนสามารถดับกิเลส ดับอนุสัยกิเลสที่ติดแน่นในจิตมากมายมหาศาล ไม่มีอะไรนำกิเลสออกจากจิตได้นอกจากธรรมเดช คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำทำให้เกิดปัญญาเดช เป็นบุญญเดช ที่จะขัดเกลากิเลสให้ออกจากใจจนประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมตรงตามที่ได้ฟังด้วยตนเองขณะที่มรรคจิตเกิด กว่าจะถึงปัญญาระดับนั้น รู้แจ้งสภาพธรรมตามที่ได้ฟังตามขั้นของปัญญา ถ้าจะละคลายต้องรู้ว่าไม่มีเรา ไม่มีตัวตน ธรรมะทั้งหมดเกิดตามเหตุปัจจัย
ก่อนที่จะได้ฟังพระธรรม ไม่มีความรู้อะไรเลยทั้งสิ้นตั้งแต่เกิดจนตาย และจะไม่รู้อย่างนั้นไปตลอด แต่เพราะอานุภาพของพระธรรม คือธรรมเดช ซึ่งเป็นคำจริงแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จะอนุเคราะห์เกื้อกูลให้เกิดสิ่งที่ไม่เคยเกิดในสังสารวัฏฏ์ คือความเข้าใจถูกเห็นถูก เป็นปัญญาเดช ทำลายอวิชา คือความไม่รู้ กุศลทั้งหลายก็เจริญขึ้น เป็นทางที่จะดำเนินไป คือจรณเดช จนเป็นบุญญเดช ฉะนั้นแล้ว จึงควรอย่างยิ่งที่จะได้ฟังพระธรรม อบรมเจริญปัญญา เพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูก ซึ่งจะเป็น ที่พึ่งในชีวิตได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต ก็ควรที่จะได้ฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ ไม่ประมาทในคำจริงที่พระสัมมา สัมพุทธเจ้าทรงแสดง ซึ่งเป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกโดยตลอด ความเข้าใจพระธรรมเท่านั้นที่จะเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส และนำไปสู่คุณความดี ทั้งปวงเป็นเหตุให้ธรรมฝ่ายดีเจริญขึ้น ถือเอาเฉพาะสิ่งที่ควร ละทิ้งสิ่งที่ไม่ควร พร้อมทั้งรักษาคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ดำรงสืบทอดต่อไป.