พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงนั้น มีความละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง ทั้งหมดเป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกโดยตลอด ไม่ว่าจะทรงแสดงโดยพยัญชนะใด นัยใด ก็ไม่พ้นไปจากเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูก เพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม เป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลสของตนเอง
สวดมนต์ภาวนา
คำว่า มนต์ มาจากภาษาบาลี คือ มนฺต หมายถึง ปัญญา บางครั้งก็มีคำว่า พุทธมนต์ (พระปัญญาของพระพุทธเจ้า) ด้วย และประการที่สำคัญ คือ มนต์ในทางพระพุทธศาสนา ต้องเป็นพระธรรมคำสอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเท่านั้น เช่น พระสูตรต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งถ้าไม่ฟังไม่ศึกษาย่อมไม่มีทางที่จะเข้าใจได้เลย
การสวดมนต์จึงไม่ใช่จุดประสงค์เพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นไปเพื่อได้ เพื่อติดข้อง ไม่เป็นไปเพื่อละสละขัดเกลากิเลส เพราะฉะนั้น จึงไม่จำเป็นต้องสวดมนต์โดยไม่เข้าใจ และเพื่อหวังผล และอ้อนวอน
ในความเป็นจริงแล้วในสมัยพุทธกาล บุคคลสมัยนั้นต่างก็พูดเป็นภาษาบาลีกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นคำพูดเมื่อจะกล่าวสรรเสริญใคร ยกย่องบุคคลใด รวมทั้งอธิบายในสิ่งใดให้ผู้อื่นเข้าใจก็ใช้คำบาลี การสวดมนต์ที่ปัจจุบันสวดกันนั้นก็เป็นภาษาบาลี มีการกล่าวยกย่องสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้า เป็นต้น รวมทั้งเป็นบทพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในสูตรต่างๆ ในปัจจุบันก็นำมาสวดกัน เพราะฉะนั้น ต้องศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ การสวดมนต์ก็จะถูกต้อง คือ เป็นไปเพื่อการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย หรือ ทบทวนคำสังสอนที่ได้ยินได้ฟังมาแล้ว
พระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่ว่าจะเป็นพระสูตรใด ส่วนใดไม่ใช่สำหรับสวดหรือสำหรับท่อง แต่สำหรับศึกษา ด้วยความละเอียดรอบคอบจริง ๆ เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามที่พระองค์ทรงแสดง
สวดแล้วหวัง ท่องแล้วหวัง เพื่อที่จะได้ผลตอบแทนที่ดี นั่นไม่ตรงแล้ว เพราะหวัง เป็นโลภะ เป็นเหตุที่ไม่ดี ในเมื่อเป็นเหตุที่ไม่ดี ก็ไม่สามารถนำผลที่ดีมาให้ได้เลย นี่คือความเป็นผู้ตรง
จะเห็นได้ว่าในยุคสมัยนี้มีการนำพระสูตรต่างๆมาสวด เท่านั้นจบเท่านี้จบ โดยอ้างอานิสงส์มากมายอย่างนั้นอย่างนี้ โดยไม่มีความเข้าใจในเนื้อความของพระสูตรนั้นๆ ได้แต่ทำตามๆ กันไปโดยหวังอานิสงส์ที่กล่าวอ้าง ซึ่งไม่ใช่คำสอนของสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าชาวพุทธไม่สนใจศึกษาพระธรรมคำสอนให้เข้าใจถูกเห็นถูกแล้ว พระพุทธศาสนาก็จะกลายเป็นศาสนาแบบสวดอ้อนวอนไปในที่สุด
ส่วนภาวนา หมายถึง การอบรมเจริญ การยังกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ภาวนาจึง ไม่ใช่เป็นการไปทำอะไรด้วยความไม่รู้ ไม่ใช่การท่องบ่น ไม่ใช่เป็นการต้องการที่จะกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยความไม่รู้ ด้วยความไม่เข้าใจ แต่เป็นการอบรมเจริญกุศลให้มีขึ้น ให้เจริญยิ่งขึ้น
ในทางพระพุทธศาสนา แสดงถึงภาวนา ๒ ที่เป็นสมถภาวนา และ วิปัสสนาภาวนา สมถภาวนา เป็นการอบรมความสงบของจิตจนบรรลุฌานขั้นต่างๆ เมื่อฌานไม่เสื่อม ตายไปเกิดที่พรหมโลก ส่วน วิปัสสนาภาวนาเป็นการอบรมปัญญา เมื่อปัญญาเจริญยิ่งขึ้น ย่อมรู้ความจริง คือรู้แจ้งอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ละกิเลสได้ตามลำดับมรรค สูงสุดคือ บรรลุความเป็นพระอรหันต์ ดับภพชาติ ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงนั้น มีความละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง ทั้งหมดเป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกโดยตลอด ไม่ว่าจะทรงแสดงโดยพยัญชนะใด นัยใด ก็ไม่พ้นไปจากเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูก เพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม เป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลสของตนเอง
พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของปัญญา ไม่ใช่เรื่องของการไม่เข้าใจ บอกให้ทำก็ทำ ด้วยความไม่รู้ แม้แต่การนั่งภาวนา ภาวนาคืออะไร ถ้ายังไม่รู้จักก็ไปนั่งด้วยความไม่รู้ และสำคัญว่า การนั่งภาวนา คือ การปฏิบัติ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติในพระพุทธศาสนาจึงไม่ใช่การนั่งภาวนา เพราะการปฏิบัติ คือการรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ที่เป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา ซึ่งเกิดได้ในขณะไหนเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่ได้จำกัดว่าตอนนั่ง หรือตอนไหน.