เหตุให้เกิดปัญญา ต้องอาศัย ปัจจัยสองประการ คือ ปัจจัยภายนอก คือการฟังธรรมจากสัตบุรุษ ที่เป็นพระธรรมที่ถูกต้อง และ ปัจจัยภายใน ที่สำคัญเช่นกัน คือ การพิจารณาไตร่ตรองธรรมที่เป็น โยนิโสมนสิการของตนเอง
สติสมาธิและปัญญา
สภาพธรรมที่เป็นฝ่ายกุศลเกิดขึ้น จะประกอบด้วยเจตสิกฝ่ายดีมาก จะเห็นได้ว่า จิตแต่ละขณะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่เท่ากัน ถ้าเป็นจิตเห็น จิตได้ยิน จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ประเภท ถ้าเป็นอกุศลจิตก็เพิ่มขึ้นอีก มีโมหะหรืออวิชชา เจตสิก ที่เป็นฝ่ายอกุศลเกิดร่วมด้วย ถ้าเป็นกุศลต้องอาศัยโสภณเจตสิกถึง ๑๙ ประเภทจึงจะเป็นกุศลจิตได้
สติเป็นโสภณเจตสิกประเภทหนึ่งใน ๑๙ ประเภท ฉะนั้นเวลาที่กุศลจิตเกิด มีสติ มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีอโลภะ มีอโทสะ มีตัตรมัชฌัตตตา มีโสภณสาธารณเจตสิก อื่นๆอีก รวมแล้วอย่างน้อยที่สุด ๑๙ ประเภท เพราะฉะนั้นต้องเกิดพร้อมกัน เกิดด้วยกัน
โอกาสที่สติจะมีปัญญาเกิดร่วมด้วย หรือสติที่ไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย ก็เป็นไปได้ เพราะว่าบางครั้งสติระลึกเป็นไปในทาน คือการให้ แต่ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็ได้ แต่ขณะใดที่มีปัญญา ขณะนั้นต้องมีสติ แต่ขณะใดที่มีเพียงสติ ปัญญาไม่มีก็ได้
กุศลแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ กุศลที่ประกอบด้วยปัญญา ประเภทหนึ่ง และกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา อีกประเภทหนึ่ง ก่อนศึกษาธรรม ทุกคนก็มีกุศลประเภทที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เช่น ให้ทาน รักษาศีล ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็ได้ แต่ขณะที่เริ่มเข้าใจธรรม ขณะนั้นไม่ใช่เรา เป็นปัญญาเจตสิกที่กำลังจะเกิด กำลังจะเจริญขึ้น
ถ้าเป็นความสงบจริงๆ ขณะใดที่เป็นกุศล ขณะนั้นสงบจากอกุศล ขณะใดที่มีเมตตา ขณะนั้นโกรธไม่ได้ โกรธเกิดไม่ได้ขณะที่กำลังเมตตา เพราะฉะนั้นถ้าจะเข้าใจลักษณะของความสงบ ก็คือว่าขณะใดที่จิตเป็นกุศล ขณะนั้นสงบจากอกุศล คำว่า “สงบ” ต้องมีสงบจากอกุศลด้วย จึงจะชื่อว่า “สงบ” ไม่ใช่เราไปนั่งนิ่งๆ ไม่รู้อะไร ขณะนั้นมีโมหะ ไม่ใช่สงบจากอกุศล
ความหมายว่า สงบที่นี้คือสงบจากอกุศล และถ้าจะสงบขึ้นๆ ต้องประกอบด้วยปัญญา จึงจะสงบขึ้นได้ ถ้าไม่ประกอบด้วยปัญญา ก็สงบชั่วขณะที่เป็นทานบ้าง เป็นศีลบ้าง นิดๆ หน่อยๆ แต่ถ้าจะให้ตั้งมั่นคงขึ้นต้องประกอบด้วยปัญญา ถ้าปัญญาไม่มี แล้วจะไปนั่งเท่าไรก็สงบไม่ได้
เพราะเหตุว่าความสงบมีหลายระดับ ขณะใดที่จิตเป็นกุศล ขณะนั้นสงบจากอกุศล นี่ทั่วๆ ไป กำลังให้ทาน จิตสงบจึงให้ได้ สงบจากอกุศล ขณะนั้นไม่โลภ ไม่โกรธ เพราะเหตุว่าถ้าเรายังติดข้องในสิ่งที่เราจะให้ เราก็ให้ไม่ได้ ถึงตั้งใจว่าจะให้ ก็ให้ไม่ได้ เพราะยังต้องการของนั้นอยู่ หรือว่าเราโกรธคนที่จะรับ คิดว่าจะให้คนนี้ แต่เกิดไม่ถูกใจ เปลี่ยนเสียแล้ว ไม่ให้คนนี้ก็ได้
ขณะใดที่ให้ ขณะนั้นไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ จึงให้ แต่ไม่ได้หมายความว่าประกอบด้วยปัญญา เพราะฉะนั้นการให้ของเราที่ประกอบด้วยปัญญาก็มี ที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็มี เพราะเหตุว่า กุศลที่ประกอบด้วยปัญญาก็มี กุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็มี และก่อนศึกษาธรรม ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา.
