มิจฉาสมาธิมีโทษ

ข้อความในพระไตรปิฎก แสดงชัดเจนว่า มิจฉาสมาธิ ชั่วช้า เป็นอกุศลธรรม นำมาซึ่งทุกข์ในโลกนี้ และโลกหน้า และเมื่อพิจารณาด้วยปัญญา แล้ว ย่อมละมิจฉาสมาธิ แต่หากไม่สะสมเหตุ คือการฟังการศึกษาพระธรรม เห็นโทษของมิจฉาสมาธิ ปัญญาก็ไม่เกิด ก็ยังอบรม มิจฉาสมาธิต่อไป ก็นำมาซึ่งทุกข์ และโทษ

มิจฉาสมาธิมีโทษ

สมาธิ เป็นความตั้งมั่น ทุกขณะที่จิตเกิดขึ้น จะต้องมีสมาธิเกิดร่วมด้วย สมาธิ คือ เอกัคคตาเจตสิก เกิดกับจิตทุกดวง มีความเสมอกันกับจิตที่เกิดร่วมด้วย เป็นไปได้ทั้งกุศล อกุศล วิบาก และกิริยา ตามประเภทของจิตนั้น ๆ มิจฉาสมาธิ เป็นสภาพธรรมที่ตั้งมั่นผิด เกิดร่วมกับอกุศลจิต ขณะที่อกุศลจิตเกิดจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงามไม่ได้ ก็ต้องเป็นสภาพธรรมที่ไม่ดี ไม่ใช่ว่า สมาธิทั้งหมด ต้องดี ต้องเป็นกุศล
เหตุให้เกิด มิจฉาสมาธิ คือความไม่รู้ และความเห็นผิด เพราะอาศัยความไม่รู้ ทำให้มีการทำที่ผิด ปฏิบัติที่ผิด ส่วนระดับของมิจฉาสมาธิ ไม่มีทางที่จะถึง อุปจารสมาธิ และ อัปนาสมาธิ เพราะการจะถึง ระดับทั้งสองนั้น จะต้องเป็น สัมมาสมาธิเท่านั้น เช่น การเจริญฌานต่างๆ ที่เป็นการเจริญสัมมาสมาธิ มีการเจริญพรหมวิหาร เป็นต้น
เอกัคคตาเจตสิก มีสภาพที่มีอารมณ์เดียว ขณะที่เป็นสมาธิก็มีเอกัคคตาเจตสิก ที่มีอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ปรากฏ เอกัคคตาเจตสิก เกิดกับจิตทุกดวง เพราะเอกัคคตาเจติก เป็น “สัพพจิตตสาธารณะเจตสิก” ฉะนั้น ไม่ต้องห่วงเรื่องสมาธิ เพราะมีอยู่แล้วกับจิตที่เกิดทุกดวง เพียงแต่ว่าเวลาที่จิตเกิดนั้น ลักษณะของเอกกัคคตาเจตสิกไม่ปรากฏ เพราะจิตที่เกิดก็สั้นมาก และสิ่งที่ปรากฏ วาระหนึ่งๆ ก็สั้นมาก ฉะนั้น ลักษณะของเอกัคคตาเจตสิกไม่ปรากฏตั้งมั่น ถึงระดับที่เราใช้คำว่า “สมาธิ” แต่ถ้าจิตจดจ่ออยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนาน ลักษณะของสมาธิก็ปรากฏ เช่น ตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เดินให้ดี ไม่ให้ล้ม ข้ามสะพานไม่ให้ตก เป็นต้น เหล่านี้ ก็เป็นลักษณะของเอกัคคตาเจตสิกขณะนั้น ไม่ใช่กุศลจิต ขณะใดที่เอกัคคตาเจตสิก ไม่ได้เกิดร่วมกับกุศลจิต ขณะนั้นไม่ใช่กุศลจิต ขณะใดที่เอกัคคตาเจตสิก ไม่ได้เกิดร่วมกับกุศลจิต ขณะนั้นไม่ใช่ “สัมมาสมาธิ” แต่เป็น “อกุศลสมาธิ” หรือ “มิจฉาสมาธิ” ขณะที่เอกัคคตาเจตสิก เกิดร่วมกับกุศลจิต ขณะนั้นเป็น “สัมมาสมาธิ”
เอกัคคตาเจตสิก เกิดกับจิตทุกขณะไม่มีมีเว้น ดังนั้น สมาธิที่เป็นอกุศลก็มี สมาธิที่เป็นกุศลก็มี ถ้าหากว่าจิตในขณะนั้นเป็นอกุศล สมาธิก็เป็นอกุศลสมาธิหรือมิจฉาสมาธิ จะบอกว่า อกุศลถูก อกุศลดี ไม่ได้ เพราะความจริงเป็นความจริง ถ้ามีการไปทำอะไรด้วยความไม่รู้ด้วยความเป็นตัวตนจดจ้องสิ่งหนึ่งสิ่งใด นั่นเป็นไปด้วยอำนาจของอกุศลจิต สมาธิในขณะนั้นเป็นมิจฉาสมาธิ เป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ขึ้นชื่อว่าอกุศลทุกประการแล้ว ไม่สามารถทำให้เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริง ๆ ในขณะนี้ ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ใด ๆ เลย ดังนั้น การเจริญ อกุศลสมาธิ หรือ มิจฉาสมาธิ มีโทษมากเพาะทำให้อกุศลที่มีมากอยู่และเจริญมากยิ่งขึ้น
ในพระไตรปิฎก มีแสดงชัดเจนว่า มิจฉาสมาธิ นำมาซึ่งทุกข์ โทษ อกุศลประการต่าง ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ จะนำมาซึ่ง สัมมาสมาธิไม่ได้เลย เพราะ มิจฉาสมาธิเป็นอกุศล ข้อความในพระไตรปิฎกดังต่อไปนี้
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต เล่ม ๕ – หน้าที่ 381
ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากแห่งมิจฉาสมาธิ เป็นสิ่งที่ชั่วช้าทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละมิจฉาสมาธิ ย่อมปลงบาปจากมิจฉาสมาธิ
จากข้อความในพระไตรปิฎก แสดงชัดเจนว่า มิจฉาสมาธิ ชั่วช้า เป็นอกุศลธรรม นำมาซึ่งทุกข์ในโลกนี้ และโลกหน้า และเมื่อพิจารณาด้วยปัญญา แล้ว ย่อมละมิจฉาสมาธิ ดังนั้น การจะเห็นมิจฉาสมาธิ ก็ด้วย ปัญญาที่เกิดขึ้น จึงจะรู้ได้ แต่หากไม่สะสมเหตุ คือการฟังการศึกษาพระธรรม เห็นโทษของมิจฉาสมาธิ ปัญญาก็ไม่เกิด ก็ยังอบรม มิจฉาสมาธิต่อไป ก็นำมาซึ่งทุกข์ และโทษ ข้อความในพระไตรปิฎก อีกข้อความหนึ่ง
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 29
ภิกษุรู้จักสัมมาสมาธิว่าเป็นสัมมาสมาธิ, ภิกษุรู้จักมิจฉาสมาธิว่าเป็นมิจฉาสมาธิ ความรู้ของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ.
จากข้อความนี้ แสดงให้เห็นว่า พึงรู้จัก เห็นอกุศลตามความเป็นจริง การรู้จักเช่นนี้ก็ด้วยปัญญา แต่ขณะที่อบรมมิจฉาสมาธิ เป็นอกุศล ขณะที่อกุศลเกิด ย่อมไม่เห็นอรรถ ไม่เห็นธรรม ไม่ใช่ปัญญา มิจฉาสมาธิ จึงไม่ใช่ การรู้ตามความเป็นจริง แต่เมื่อได้อบรมปัญญาในขั้นการฟัง และเห็นโทษของการอบรมมิจฉาสมาธิ และรู้ตามความเป็นจริงว่าอย่างไรเป็น มิจฉาสมาธิเป็นอกุศล ความรู้นั้นเป็น สัมมาทิฏฐิ จะเห็นว่าต้องอาศัยสัมมาทิฏฐิ ปัญญา ความเห็นถูกเป็นสำคัญ จึงจะรู้และเปลี่ยนจากมิจฉาสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิได้
มิจฉาสมาธิ จะเป็นเหตุให้ได้ถึงความสงบในระดับต่าง ๆ ไม่ได้ เพราะเรื่องของความสงบเป็นเรื่องของกุศลธรรม เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ตั้งต้นที่การฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมในขณะนี้ เพราะเหตุว่าพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง มีความละเอียดลึกซึ้งมาก จะเข้าใจได้ ก็ต้องฟัง ต้องศึกษา ค่อย ๆ สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อย เพราะฉะนั้น แทนที่จะอบรมมิจฉาสมาธิต่อไป ก็ควรฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ เพื่อเห็นตามความเป็นจริงว่า มิจฉาสมาธิมีโทษ ความรู้กลับมาสู่ความเห็นถูก ในการอบรมปัญญา ที่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ โดยที่ไม่ต้องไปนั่งสมาธิ.

Related posts

ความเห็นผิด

จะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน

แสวงหา