แสวงหา

พรหมจรรย์ คือ ความประพฤติที่ประเสริฐ เป็นปัญญา แต่ว่าถ้าไม่มีอริยมัคค์ ไม่ได้ฟังให้เข้าใจว่า อริยมัคค์ คือหนทางนี้เป็นอะไร ไม่ได้อบรมเจริญปัญญา ถ้าไม่ใช่ปัญญา ก็คิดเอาเองว่าสิ่งที่เราเข้าใจอยู่นี้ชื่อว่าปัญญา เอาชื่อปัญญาไป แต่ข้างในไม่ใช่ปัญญา เป็นความเชื่อ ใครบอกอย่างไรก็ทำตามเท่านั้น แต่ถ้าเป็นปัญญาที่รู้ตรง จะรู้ว่าอันนี้ เป็นหนทางการแสวงหาพรหมจรรย์ จะได้รู้ว่าอันไหนเป็นทางถูก อันไหนเป็นทางผิด

แสวงหา

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า ปกติมีการแสวงหาอยู่ ๓ แสวงหากาม, แสวงหาภพ, แสวงหา พรหมจรรย์
อย่างแรก คือแสวงหากาม ชีวิตที่เกิดมาแล้ว ก็แสวงหา รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ เหล่านี้ ทางตาก็อยากเห็นรูปดีๆ ทางหูก็อยากได้ยินเสียงดีๆ เพราะฉะนั้น การแสวงหากาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ ที่แสวงหากันอยู่ตามปกติ
     แสวงหาภพ ภพก็ไม่ใช่อื่นไกล ขณะนี้เองที่อยู่ในภพนี้ การเห็น การได้ยิน คือความเป็นอยู่ ความเป็นไปก็เป็นภพ ซึ่งก็เป็นผู้มีความยินดี พอใจ ที่อยู่ในอัตตภาพนี้ อันนี้คือ ส่วนใหญ่ที่เป็นไป และมีบางขณะที่คิดจะแสวงหาข้อปฏิบัติที่เราคิดว่าถูก คิดว่าประเสริฐ
การแสวงหา พรหมจรรย์ ทุกคนคิดแล้วแสวงหาไป คิดไปตามการสะสมของแต่ละคน คนที่มีความเข้าใจผิด ก็แสวงหาข้อปฏิบัติที่ผิด แต่เขาคิดว่าข้อปฏิบัตินั้นถูก
     ทุกคนก็อยากได้ปัญญา ทุกที่ ทุกสำนัก ล้วนแล้วแต่บอกว่า เป็นการสะสมปัญญา เป็นการแสวงหาพรหมจรรย์ คือการประพฤติที่ดี ที่ประเสริฐ ไม่มีใครสักคนที่จะบอกว่า ที่เขาศึกษาอยู่นี่ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่ปัญญา ไม่ใช่พรหมจรรย์ เพราะทุกคนเข้าใจอย่างนั้นหมด แสวงหาข้อปฏิบัติ ที่ตนคิดว่าดี คิดว่าเป็นทางที่ถูก ว่าเป็นปัญญา แต่คำตอบของพระองค์ท่านก็คือ การเจริญอริยมัคค์ คือไม่ใช่ใคร แต่เป็นสภาพธรรม คือ สัมมาทิฏฐิ คือปัญญา สัมมาสังกัปปะ คือวิตก และมัคค์ อีก ๖ องค์
      เพราะฉะนั้น การที่จะเข้าใจการแสวงหาได้นั้น ต้องเข้าใจชีวิตจริง ด้วยปัญญา ด้วยสัมมาทิฎฐิ ดัวยมัคคองค์ต่างๆ ที่จะทำให้เราเข้าใจว่า ขณะนี้เป็นจิตแต่ละขณะ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เต็มไปด้วยความติดข้อง ให้คิดว่าเราเบื่ออยากออกจากสังสารวัฏฏ์เพียงใด ในความละเอียดแต่ละขณะจิตที่ย่อยไป แสวงหา เหลียวมองไปเพราะอยากเห็น ลองไม่ได้เห็นสัก ๑๐ นาทีแค่ไปติดในลิฟท์มืดๆ ก็อยากออกมาเห็นเหมือนเดิม อย่าพูดถึงตาบอดเลยแต่ทุกขณะที่เราแลเหลียว ได้ยิน ก็เต็มไปด้วยการแสวงหา
      ปัญญาอริยมัคคต่างๆ นี้เป็นสภาพที่จะให้รู้จริงว่า เป็นสภาพธรรมแต่ละอย่างที่ปรากฎแต่ละทาง นั่นแหละจึงจะรู้ว่าชีวิตเรานั้นเป็นผู้แสวงหาอย่างไร รู้ในการที่เราเป็นผู้ที่แสวงหา รูป เสียง ฯลฯ อย่างเถียงไม่ได้ แต่ไม่ใช่เราที่รู้ แต่เป็นปัญญา เป็นสติ ธรรมฝ่ายดี เกิดเป็นคนก็ชอบในความเป็นคน ดูว่าเขาลำบากอย่างไร แต่คนที่อยู่ชนบท ซึ่งดูว่าเขาลำบาก อย่างไปประเทศอินเดีย เขาอยู่กันตามข้างถนน แต่เขาก็พอใจในชีวิตของเขาอย่างนั้น เกิดเป็นหนอนก็พอใจในความเป็นหนอน เกิดเป็นคนเป็นอะไรก็พอใจในสิ่งนั้นๆ  นั่นคือการแสวงหา ภพ อยู่ตลอดเวลา แต่ไม่รู้ จะรู้ได้ก็ด้วยสัมมาทิฎฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ มัคคมีองค์ ๕ ซึ่งสามารถจะอบรมเจริญ เป็นปฏิปัตติ คือถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมในชีวิตประจำวัน นี่เป็นคำสอนจริงๆ ซึ่งเราไม่ต้องแยกเป็นปริจเฉท แต่เป็นความจริงทั้งหมด
      แล้วการแสวงหา พรหมจรรย์ สำคัญ คือ ความประพฤติที่ประเสริฐ เป็นปัญญา แต่ว่าถ้าไม่มีอริยมัคค์ ไม่ได้ฟังให้เข้าใจว่า อริยมัคค์ คือหนทางนี้เป็นอะไร ไม่ได้อบรมเจริญปัญญา ถ้าไม่ใช่ปัญญา ก็คิดเอาเองว่าสิ่งที่เราเข้าใจอยู่นี้ชื่อว่าปัญญา เอาชื่อปัญญาไปใส่ แต่ข้างในไม่ใช่ปัญญา เป็นความเชื่อ ใครบอกอย่างไรก็ทำตามเท่านั้น แต่ถ้าเป็นปัญญาที่รู้ตรง จะรู้ว่าอันนี้ เป็นหนทางการแสวงหาพรหมจรรย์ จะได้รู้ว่าอันไหนเป็นทางถูก อันไหนเป็นทางผิด รู้ได้อย่างไรว่าเป็นปัญญา รู้ได้โดยการศึกษาธรรมให้เข้าใจเข้าใจการอบรมเจริญสติปัฏฐาน มัคคมีองค์ ๕ นี้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุควรเจริญมัคคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อความรู้ยิ่ง
      การแสวงหาทั้ง ๓ นี้ ก็คือการรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงโดยสติเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฎในขณะนั้น แต่พอพูดอย่างนี้ พอได้ยินปั๊บ โลภะอยากเจริญสติปัฎฐานแล้ว จะทำยังไงให้กำหนดรู้ แต่จริงๆ แล้ว ปัญญาขั้นปฏิปัตตินี้ จะมีไม่ได้เลย ถ้าไม่มีปัญญาขั้นปริยัติ ทุกคนนี้สนใจปฏิบัติ เพราะคิดว่าการปฏิบัติ คือให้ทำตามขั้นตอน ตามกรรมวิธีของแต่ละที่ แต่ละสำนักที่คิดไป ทุกคนก็บอกว่าเป็นพรหมจรรย์ เป็นปัญญาเป็นทางถูกทั้งนั้น แต่ปัญญาจริงๆ เท่านั้นที่จะบอกได้ว่า นั่นเป็นปัญญาแต่ชื่อ หรือเป็นความเข้าใจผิดส่วนบุคคล หรือของกลุ่มนั้นๆ เพราะฉะนั้นปัญญาขั้นปฏิปัตติ จะมีไม่ได้เลย ถ้าไม่มีปัญญาขั้นปริยัติ คือให้รู้โดยทั่วในคำสั่งสอน คำสั่งสอนที่ประมวลแล้วก็คือพระไตรปิฎก ทั้ง ๓ ปิฎกนี้ เพื่อผู้ที่มีบุญแต่ปางก่อน ที่พอมีบุญบ้าง ผู้นั้นอาจมีบุญที่สามารถศึกษาด้วยตัวเองแล้วเข้าใจ แล้วแสดงให้ผู้อื่นฟัง ผู้ที่มีบุญน้อยลงมาหน่อยก็คือ สามารถที่จะเข้าใจจากผู้ที่ศึกษาก่อน จนพอเข้าใจแล้วก็สามารถจะศึกษาเพิ่มเติมได้ดีเพียงเข้าใจสภาพธรรมที่ปรากฎในขณะนี้เท่านั้น.

Related posts

กิเลส ๓ ระดับ

ไม่ประมาทในการศึกษาพระธรรม

ไม่ประมาทในการเจริญกุศล