Home » เป็นชาวพุทธกี่เปอร์เซนต์

เป็นชาวพุทธกี่เปอร์เซนต์

( Pakawa )

by Pakawa

เป็นชาวพุทธกี่เปอร์เซนต์

พระพุทธศาสนา เป็นพระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา เป็นพุทธศาสนาของชาวพุทธเฉพาะไม่เหมือนของใคร ซึ่งต้องรู้ต้องศึกษาอย่างจริงจัง อย่างเช่น กล่าวว่า ธรรมทั้งหลายเป็น อนัตตา ไปจนถึง เรื่องนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

ผู้ที่จะเป็นชาวพุทธ ถ้าเปรียบกับการเป็นผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเหมือนอาชีพต่างๆ เช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง ต้องการจะเป็นเกษตรกร ชาวสวนชาวไร่อย่างจริงๆ ก็ต้องทิ้งสิ่งที่เคยเป็น ออกไปอยู่กับพืชกับดิน ต้องรู้ว่า จะปลูกพืช โดยเฉพาะพืชออแกนิค ต้องทำอย่างไร ต้องรู้ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน และอีกหลายๆอย่างที่ต้องรู้เพื่อจะได้ขื่อว่าเป็นชาวสวน หรือ ชาวไร่ ได้เต็มร้อย

เคยถามบ้างไหม ว่า มีความเป็นพุทธศาสนาแล้วเท่าไหร่ หมายถึง มีความรู้ความเข้าใจพระพุทธศาสนาจริงๆ รู้และเข้าใจพระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. ไม่อ้างความรู้อื่นๆที่เคยรู้และสะสมมาปะปน ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ เป็นชาวพุทธกี๋เปอร์เซ็นต์

ที่ว่า เป็นชาวพุทธ
ควรรู้ว่าพระพุทธศาสนา เป็นเรื่อง ธรรมะ ดังนั้น ควรรู้ว่า ธรรม คือ อะไร ธรรมในพระพุทธศาสนา แบ่งออกเป็น รูปธรรม กับ นามธรรม รูปธรรมเป็นอย่างไร นามธรรมเป็นอย่างไร ถ้ากล่าวว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเป็นรูปธรรม หรือ นามธรรม จริงหรือเปล่า. รูปธรรมและนามธรรมเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย แล้วดับ แล้วก็เกิดอีกอย่างรวดเร็ว เกิดดับตลอด เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา มีแต่รูปธรรมและนามธรรมเท่านั้นที่เกิดแล้วดับ

ถ้าจะเป็นชาวพุทธที่แท้จริง ต้องศึกษาในเรื่องของพระพุทธศาสนา หรือคือ อยู่ในโลกของพระพุทธศาสนา โดยไม่เอาความรู้อื่น ซึ่งต้องวางหรือทิ้งความรู้อื่นๆที่เคยรู้มา แล้วไปคิดเองต่างๆนานา ซึ่งจะไม่ตรงกับพระพุทธศาสนา ที่มีมาแล้วกว่า 2,500 กว่าปี มีการถ่ายทอดต่อๆกันมา จนเป็นคัมภีร์ต่างๆ โดย ผู้รู้ ปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาหลายๆท่าน

พระพุทธดำรัส ที่ว่า ผู้ ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมเห็นตถาคต หมายถึง การเห็นธรรม รู้แจ้งธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู ้ คือ โลกุตตรธรรม ๙ ขั้นปฏิเวธ
การเห็นธรรม ขั้นปฏิเวธ เป็นผลของการเจริญธรรมขั้นปฏิบัติ
การเจริญธรรมขั้นปฏิบัติ ต้องอาศัยปริยัติ
ด้วยเหตุนี้ ปริยัติ คือ การศึกษาพระธรรมวินัย จึงเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง เป็นทางนำไปสู่ พระพุทธศาสนาขั้นปฏิบัติ และ ขั้นปฏิเวธ เป็นลำดับไป
พระธรรม คำสอน ของพระผู้มีพระภาคได้จดจำสืบต่อกันมาโดย มุขปาฐะ คือ การท่องจำจาก พระอรหันตสาวก ผู้กระทำสังคายนาพระธรรมวินัย เป็น ๓ ปิฎก เรียกว่า พระไตรปิฎก การท่องจำได้ กระทำสืบต่อกันมา ตราบจนกระทั่งได้จารึกเป็นตัวอักษรพระธรรมวินัย ซึ่งพระอรหันตสาวก ได้สังคายนาเป็น ๓ ปิฎก นั่น คือ

๑. พระวินัยปิฎก
๒. พระสุตตันตปิฎก
๓. พระอภิธรรมปิฎก

คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ที่ควรค่าแก่การศึกษา ซึ่งท่านพระเถระผู้ทรงคุณในอดีตสมัยต่อๆมา ได้รจนาไว้ เช่น

มิลินทปัญหา รจนา โดย ท่าน ปิฏกจุฬาภัย ประมาณ พ.ศ. ๕๐๐

วิสุทธิมัคค์ รจนาโดย ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ ประมาณ พ.ศ. เกือบ ๑๐๐๐

อภิธัมมัตถสังคหะ รจนาโดย ท่านพระอนุรรุทธาจารย์ ประมาณ พ.ศ. เกือบ ๑๐๐๐

สารัตถสังคหะ

ปรมัตถมัญชุสา

สัจจสังเขป
ฯลฯ

พระพุทธศาสนา แบ่งชาวพุทธ เป็น บริษัท ๔ มี ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ภิกษุ คือ ผู้สละอาคารบ้านเรือน สละทรัพท์สินเงินทอง เพื่อ ปฏิบัติคันถะธุระ และ วิปัสสนาธุระ เพื่อก้าวสู่เความเป็นพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา ในเพศของบรรพชิต

ถ้าเป็นเพศฆราวาส ก็เป็นอุบาสก อุบาสิกา คือ ผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย
ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร เข้าไปนั่งใกล้พระรัตนตรัย เพราะเข้าใจ และทำความดี เพราะฉะนั้น เป็นอุบาสก หรือ อุบาสิกา คืออะไร
ความจริง คือ ผู้ที่เข้าใกล้ ไม่ใช่เข้าไปเฉยๆ แต่ต้องด้วยความเห็นถูก ใกล้ชิดต่อพระธรรม คือ ไม่เหินห่างที่จะเข้าใจขึ้น และประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมยิ่งขึ้น
เพราะฉะนั้น ถ้าคำนึงถึงพระรัตนตรัย ถึงความถูกต้อง ถึง
คุณความดี อุบาสกต้องทำหน้าที่ดีกว่าผู้ที่ไม่ใช่อุบาสก อุบาสิกา

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00