ในภาษาพูดของคนไทยเรา หากกระทำผิดต่อผู้มีคุณ เมื่อสำนึกผิดก็มักใช้คำว่าขออโหสิกรรม ผู้ถูกล่วงเกิน ให้อโหสิกรรม ไม่ถือโทษ ก็ดูเหมือนจะเข้าใจกันแต่จะถูกต้องตามหลักพระธรรมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
อโหสิกรรม
คำว่า “อโหสิกรรม” ตามศัพท์ แปลว่า กรรมได้มีแล้ว แยกศัพท์ดังนี้ อ แปลว่า ได้ โหสิ แปลว่า มีแล้ว กรรม แปลว่า การกระทำ บางนัย คำว่า “อโหสิกรรม” หมายถึงกรรมที่ไม่ให้ผลก็มี แต่ในปฏิสัมภิทามรรคมีความหมายถึง ๑๖ นัย
ในภาษาพูดของคนไทยเรา หากกระทำผิดต่อผู้มีคุณ เมื่อสำนึกผิดก็มักใช้คำว่าขออโหสิกรรม ผู้ถูกล่วงเกิน ให้อโหสิกรรม ไม่ถือโทษ ก็ดูเหมือนจะเข้าใจกันแต่จะถูกต้องตามหลักพระธรรมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องกรรม เป็นเรื่องที่ละเอียดในชีวิตประจำวันก็พอที่จะเห็นได้ว่ากรรมวิจิตรมากการเกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นผลของกรรม (กำเนิดวิจิตร เพราะกรรมวิจิตร) เมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เนื่องจากว่าเราเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน ทำกรรมไว้มากมาย ดังนั้นกรรมที่ได้กระทำแล้ว ทั้งที่เป็นกรรมดีและเป็นกรรมที่ไม่ดี เมื่อมีโอกาสที่จะให้ผลเกิดขึ้น ผลก็เกิดขึ้น จึงทำให้ได้รับในสิ่งที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ทำให้มีสุขบ้าง มีทุกข์บ้าง เพราะกรรมที่ได้กระทำมาแล้วทั้งนั้น แม้แต่ เห็นในขณะนี้ ก็เป็นผลของกรรมแต่ไม่สามารถที่จะทราบว่าเป็นเพราะกรรมชนิดไหนที่ให้ผล
คำว่า อโหสิกรรม ภาษาบาลี คือ อโหสิ กมฺมํ ซึ่งแปลว่า กรรมได้มีแล้ว กล่าวคือ กรรมที่ได้กระทำไปแล้ว (อโหสิ ได้มีแล้ว, กมฺมํ กรรม, การกระทำ)
ในพระไตรปิฎกมีปรากฏคำว่า “ขอให้ (อีกฝ่ายหนึ่ง) อดโทษให้ ” แต่ยุคสมัยนี้ประโยคนี้ไม่นิยมใช้กัน และคงจะไม่ชินปากด้วยถ้าจะพูดกันจริง ๆ เพราะไม่ได้สะสมมาที่จะขอโทษผู้อื่นด้วยคำๆ นี้ คำบาลีที่มีปะปนอยู่ในภาษาไทย ส่วนใหญ่ความหมายผิดเพี้ยนมาก แล้วก็เป็นไปด้วยความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องที่พูดกันจนชินปากมานาน โดยที่ไม่รู้ความหมายอันลึกซึ้งของคำ ๆ นั้นเลยชินจนเราหลงเข้าใจผิดว่า “เรารู้แล้ว” ใครจะมีกิริยาอาการอย่างไร พูดคำใดออกมาขณะไหน ก็เหมือนกับว่ารู้แล้ว ทราบแล้วตามนั้น ผู้ที่ศึกษาพระธรรมจนรู้ถูก เข้าใจถูก ตรงตามที่ทรงแสดง แม้จะรู้ว่าคำๆ นั้นไม่ถูกแต่ก็จะไม่คัดค้านหรือปรับวาทะกับผู้ใดด้วยอกุศลจิต เพราะรู้แล้วว่า เขาใช้กันมาตามความเคยชินอย่างนั้น และเมื่อตนทำผิดบ้าง จะใช้ถ้อยคำใดเพื่อสื่อให้ผู้ที่ตนล่วงเกินเห็นโทษของตน แล้วยกโทษให้ แม้จะเป็นคำที่ใช้จนเคยชินเพราะร่วมสมัย ก็ย่อมที่จะพูดได้ เพราะเห็นแล้วว่า ถ้อยคำที่พูดไม่สำคัญเท่ากับเจตนาที่แสดงออกมาโดยการกระทำทางกาย วาจา ที่มาจากกุศลจิต แต่ถ้าใช้คำถูกเพราะเข้าใจถูกด้วยก็จะเป็นประโยชน์ยิ่งๆ ขึ้นไป
ขณะใดที่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ แสดงโทษนั้น เพื่อการที่จะสำรวมระวังต่อไป ย่อมเป็นประโยชน์ เพราะขณะนั้น เป็นผู้ตรง ที่สามารถเห็นถึงอกุศลของตนเองตามความเป็นจริง ไม่ดึงดันด้วยความถือตน สำคัญตน หรือเข้าข้างตน สิ่งนี้ย่อมดีกว่าการที่เราเรียนมากๆ รู้คำเยอะๆ จำความหมายได้เยอะๆ แต่ว่าพอถึงเวลาที่เผลอล่วงเกินผู้อื่นเข้า กลับไม่ยอมแม้แต่จะขอโทษ ไม่ยอมที่จะเห็นคุณของอภัยทาน ไม่ยอมที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม.
