พระธรรม เป็นธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว และพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงก็สืบทอดมาจนถึงยุคนี้สมัยนี้ ผู้ใดเห็นประโยชน์ เห็นคุณค่าของคำจริงแต่ละคำ มีการฟังมีการศึกษา สนทนา เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามพระธรรม ประโยชน์ก็ย่อมเกิดมีแก่ผู้นั้น
อนัตตาและสุญญตา
คำสอนเรื่อง อนัตตา เป็นคำสอนที่ทำให้ศาสนาพุทธ แตกต่างจากศาสนาอื่นๆ ที่สอนให้ละชั่วทำดีกันทั้งนั้น ฉนั้นการทำความเข้าใจเรื่อง อนัตตา จึงเป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำให้สามารถเข้าใจคำสอนส่วนอื่นๆในพระไตรปิฎก
ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง สิ่งที่มีจริงทั้งหลายทั้งปวงนั้น ไม่พ้นไปจาก จิต เจตสิก รูป และนิพพาน เป็นสภาพธรรมที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของและปฏิเสธความเป็นตัวตน สัตว์ บุคคล สภาพธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงนั้น ว่างจากความเป็นตัวตน แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มี เพราะแท้ที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่มีจริง ๆ เช่น เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องกระทบสัมผัส คิดนึก จิตเป็นอกุศล จิตเป็นกุศล เป็นต้น มีจริงทั้งหมด แต่ว่างจากความเป็นตัวตน สัตว์บุคคล เพราะเป็นเพียงสภาพธรรมแต่ละอย่าง ๆ เท่านั้น โดยนัยนี้อนัตตากับสุญญตา มีอรรถอย่างเดียวกัน
บุคคลผู้ที่อบรมเจริญปัญญา มีปัญญาเจริญขึ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งถึงขั้นที่ดับกิเลสได้อย่างเด็ดขาด คือ มรรคจิตเกิดขึ้นประหารกิเลสตามลำดับมรรค ขณะนั้นก็เรียกว่าสุญญตะ เพราะว่างจากกิเลส ไม่มีกิเลสเกิดขึ้นอีก โดยนัยนี้สุญญตะ หมายถึงมรรคจิต พระนิพพาน เป็นสภาพธรรมที่เหนือโลกหรือพ้นจากโลก คือพ้นจากการเกิดดับพระนิพพาน เป็นวิสังขารธรรม ไม่เกิดไม่ดับ โดยนัยนี้ สุญญตะ หมายถึงพระนิพพานเพราะพระนิพพาน ว่างจาก ราคะ โทสะ โมหะ รวมถึงว่างจากสังขารธรรมทุกประเภทอีกด้วย ดังนั้น ไม่ว่าจะแสดงถึงธรรมประเภทใด โดยนัยใด ก็ย่อมส่องให้เข้าใจถึงความเป็นอนัตตาคือไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ทั้งนั้น ความเข้าใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ธรรมทั้งปวง ได้แก่ปรมัตถธรรมทั้ง ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของบุคคลใด อย่างเวลาที่มีความโกรธเกิดมีใครบ้างไม่รู้ แม้ไม่เรียนพระอภิธรรมก็รู้ เวลาที่อิจฉาหรือริษยา แต่เป็นเราไม่รู้ว่าเป็นสภาพธรรมแต่ละอย่าง เพราะฉะนั้นโดยนัยของพระอภิธรรมจึงรู้ว่าทั้งหมดไม่ใช่เรา เมื่อโลภะเกิด โทสะเกิด มานะเกิด หรือสนุกสนาน ก็ไม่ใช่เรา เมื่อมีความจำที่มั่นคงในความเป็นอนัตตา ไม่ใช่อนัตตาแบบหลอกๆ ไม่ใช่ทำอะไรก็ได้เพราะทุกอย่างเป็นอนัตตานั่นพูดเอาเอง แต่อนัตตาจริงๆ นั้น ปัญญาเข้าถึงความเป็นอนัตตาหรือยัง หรือเพียงพูดตามว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา คนที่เพียงเรียน กับคนที่อบรมเจริญปัญญารู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงนั้น ปัญญาผิดกันมาก ซึ่งต้องตรงถ้าเรารู้ว่าเพียงรู้ชื่อ ก็จะไม่หยุดเพียงรู้ชื่อ ต้องอบรมเจริญปัญญาจนสามารถที่จะรู้ความเป็นอนัตตาจริงๆ สมกับที่กล่าวว่า “ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา” มิฉะนั้นก็เหมือนกับคำอุปมาที่ว่า “ทัพพีไม่รู้รสแกง”
สุญญตา โลกว่างเปล่า พูดถึงคำว่า “ว่างเปล่า” ทุกคำต้องเข้าใจ ทุกอย่างต้องละเอียด แล้วมีความลึกซึ้ง พูดว่าสิ่งที่มีจริงว่างเปล่า ไม่ได้บอกว่า ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย สิ่งที่ปรากฏว่า มีจริง ว่างเปล่า เพราะเหตุว่า ถ้าไม่มีสิ่งนั้นเกิดขึ้น จะมีสิ่งนั้นไหม ค่อยๆ พิจารณา ถ้าไม่มี เสียง เกิดขึ้น จะปรากฏว่า มีเสียงไหม เพราะฉะนั้น เสียงต้องเกิด สิ่งที่มีต้องเกิด แต่ที่คนไม่รู้ ก็คือว่า สิ่งที่เกิดเดี๋ยวนี้ และทุกกาลสมัย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงว่า สิ่งนั้นดับ ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมจนค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนสามารถประจักษ์ความจริงว่า สิ่งที่มีจริง ว่างเปล่า เพราะจากไม่มี ก็เกิดมี แล้วก็ดับไป ถ้ายังไม่ประจักษ์การเกิดดับ สิ่งนั้นก็ว่างไม่ได้
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 615
…ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้อาศัยอยู่โดยความเป็นอนัตตาย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นอนัตตา แต่ธรรมดาว่า การออกจากสังขตธรรมด้วยมรรค (มรรควุฏฐานะ) ย่อมไม่มีโดยเพียงเห็นโดยความเป็นอนัตตาเท่านั้นการเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงบ้าง โดยความเป็นทุกข์บ้าง จึงสมควรเพราะฉะนั้น เธอจึงยกขึ้นสู่อนุปัสสนา ๓ อย่าง คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา แล้วพิจารณาอยู่ท่องเที่ยวไป ก็วิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินีของภิกษุนั้น ย่อมเห็นสังขารทั้งหลายแม้อันเป็นไปในภูมิ ๓ โดยความเป็นของสูญ (ว่างเปล่า) ทีเดียว วิปัสสนานี้ชื่อว่า สุญญตา วิปัสสนานั้นดำรงอยู่ในฐานะที่ควรบรรลุ จึงให้ชื่อมรรคของตนว่า สุญญตะ มรรคย่อมได้ชื่อว่า สุญญตะ เพราะการบรรลุด้วยประการฉะนี้. แต่เพราะมรรคนั้นสูญจากราคะเป็นต้นฉะนั้น จึงได้ชื่อว่า สุญญตะ ด้วยคุณของตน. แม้พระนิพพาน ท่านก็เรียกชื่อว่า สุญญตะ เพราะเป็นสภาวะสูญจากราคะเป็นต้น. มรรคย่อมได้ชื่อ สุญญตะโดยอารมณ์เพราะความที่มรรคนั้นทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น.
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑- หน้าที่ 104 สุญญสูตร ว่าด้วยสิ่งที่เรียกว่าโลกว่างเปล่า
[๑๐๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ ฯลฯ ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่าโลกว่างเปล่าๆ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอจึงเรียกว่า โลกว่างเปล่า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนอานนท์ เพราะว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน ฉะนั้น จึงเรียกว่า โลกว่างเปล่า อะไรเล่าว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน. จักษุแลว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน รูปว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน จักษุวิญญาณว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน จักษุสัมผัสว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็ว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน ฯลฯ ใจว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน ธรรมารมณ์ว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน มโนวิญญาณว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน มโนสัมผัส ว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยก็ว่างเปล่าจากตน หรือจากของ ๆ ตน ดูก่อนอานนท์ เพราะว่างเปล่าจากตนหรือจากของ ๆ ตน ฉะนั้นจึงเรียกว่าโลกว่างเปล่า.
