( Somboon )
ภิกษุรับเงินรับทอง เป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ การที่จะแสดงอาบัติข้อนี้ ให้ตนเองเป็นผู้พ้นจากอาบัติได้ ต้องมีการสละให้ถูกต้องตามพระวินัยเสียก่อน แล้วจึงจะแสดงอาบัติตก แต่ถ้าไม่ทำการสละเลย แล้วแสดงอาบัติ ก็ไม่พ้นจากอาบัติเป็นผู้มีอาบัติติดตัวเป็นอันตรายมากในเพศบรรพชิต
หยุดถวายเงินกับพระภิกษุ
ที่น่าพิจารณาเป็นเบื้องต้น คือ การถวายเงินกับพระภิกษุเป็นการกระทำที่ไม่สมควร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตำหนิทั้งผู้รับและผู้ให้ กล่าวคือ สำหรับผู้รับ พระองค์ทรงบัญญัติพระวินัยปรับอาบัตินิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ ต้องสละทิ้งเงินนั้นทามกลางสงฆ์ก่อนจึงปลงอาบัติได้ สำหรับผู้ถวายเงิน ก็เป็นผู้ถวายทานด้วยความไม่ฉลาด เพราะเหตุให้พระภิกษุต้องอาบัติ ดังนั้น ถ้าเป็นผู้ที่เคารพยำเกรงในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความจริงใจ จะไม่กระทำอย่างนั้นเลย แม้ว่าจะมีคนบอก ว่าให้ถวายเงิน ก็ต้องไม่ถวาย เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขณะทำไปด้วยความไม่รู้ จะเป็นกุศลธรรม ไม่ได้ สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ผ่านไป สามารถตั้งต้นใหม่ได้ เมื่อได้เข้าใจอย่างถูกต้องแล้วว่าสิ่งใด ผิดไม่ถูกต้อง ก็จะต้องไม่กระทำสิ่งที่ผิด
การถวายในสิ่งที่ไม่สมควรนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องการให้ทานแบบอสัตบุรุษ คือ ผู้ไม่ฉลาด ผู้ไม่ฉลาดย่อมถวายของที่เป็น อกัปปิยะ คือ ของที่ไม่สมควรแก่บรรพชิต และน่าพิจารณาจริง ๆ ว่าการถวายเงิน แก่พระภิกษุ เป็นเหตุให้พระภิกษุอาบัติ และ พระภิกษุนั้น ถ้าไม่ได้สละเงินแล้วปลงอาบัติ ก็ยังมีอาบัติติดตัว ถ้าท่านมรณภาพไป ก็ไปเกิดอบายในชาติหน้า การกระทำของเราก็เท่ากับส่งเสริมให้พระภิกษุท่านต้องไปอบาย ดังนั้น จึงควรศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจจริง ๆ เพื่อจะได้กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง ตรงตามพระธรรมวินัย เกื้อกูลทั้งตนเองและผู้อื่นด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นบรรพชิต
เงินทองและทอง ไม่เหมาะไม่ควร แก่สมณะเชื้อสายพระศากยบุตร พระสมณะเชื้อสายพระศากยะบุตร มีเงินและทอง อันวางเสียแล้ว ถ้าลองได้ศึกษาพระวินัยแล้วและปฎิบัติตามพุทธบัญญัติ โดยไม่ละเมิดสิกขาบทที่พระองค์บัญญัติแล้ว นั่นเป็นการดี พุทธบริษัทในครั้งพุทธกาล ส่วนมาก เข้าใจพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง และ เข้าใจถึงอัธยาศัยของตนเองว่า ควรประพฤติ ปฏิบัติธรรมในเพศใด เช่น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี แม้จะบรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว ท่านก็ไม่ได้บวช ยังเป็นฆราวาสทำธุรกิจการงานของฆราวาสต่อไป แต่ผู้ที่บวช เพราะฟังธรรมแล้ว รู้ตนเองว่าไม่มีอัธยาศัยในการเป็นฆราวาสต่อไป ไม่ต้องการคลุกคลีกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย เช่น ท่านรัฐปาละ พ่อแม่ของท่านขนทรัพย์สมบัติมากองให้ท่านมากมายสูงท่วมหัว ท่านได้บอกว่า นำไปทิ้งแม่น้ำคงคาให้หมด เพราะทรัพย์นั้นแหละจะทำให้ผู้ติดข้องในทรัพย์นั้น เป็นทุกข์ คือ บวชทิ้งเงินไม่ใช่บวชรับเงิน
“เงินและทองคู่ควรกับผู้ใด รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็คู่ควรกับผู้นั้น”
