Home » ภิกษุไม่ประพฤติตามพระวินัยมีโทษมาก

ภิกษุไม่ประพฤติตามพระวินัยมีโทษมาก

( Somboon )

by Pakawa

“ภิกษุทุศีล คือ ไม่มีศีล ไม่สำรวมด้วยกายเป็นต้น ปฏิญาณว่าเราเป็นสมณะ รับก้อนข้าวที่ชาวแว่นแคว้นให้ด้วยศรัทธาบริโภค ก้อนเหล็ก ร้อน มีแสงไฟ อันภิกษุผู้ทุศีลบริโภคยังประเสริฐกว่า คือ ดีกว่าการที่คนทุศีล บริโภคก้อนข้าวที่ชาวแว่นแคว้นให้ด้วยศรัทธานั้น เพราะเหตุไร เพราะการบริโภคก้อนเหล็กร้อนเป็นเหตุ เขาก็พึงไหม้ใน อัตภาพเดียวเท่านั้น ส่วนภิกษุผู้ทุศีลบริโภคของที่เขาให้ด้วยศรัทธา เขาพึง ไปเกิดในนรกหลายร้อยชาติ”

ภิกษุไม่ประพฤติตามพระวินัยมีโทษมาก

การบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่ยากมาก และการ ยินดีในการบวชก็เป็นเรื่องที่ยากด้วย เป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่บวช โดยไม่ใช่เพราะขัดเกลากิเลส หรือเพราะไม่เข้าใจธรรม ถ้าหากล่วงละเมิด พระวินัย ไม่ประพฤติตามพระวินัย เป็นผู้ย่อหย่อน ไม่รักษาพระวินัยที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ขาดความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัย ย่อมเป็นผู้มีโทษมาก ด้วยการต้องอาบัติคือล่วงละเมิดพระวินัยซึ่งมีโทษ โดยส่วนเดียว เมื่อต้องอาบัติแล้วไม่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ ไม่กระทำคืน (คือไม่ได้กระทำให้ถูกต้อง) ตามพระวินัย ก็เป็นเครื่องกั้นการบรรลุธรรมและกั้น การเกิดในสุคติภูมิด้วย แทนที่จะได้ทำกิจที่ควรทำที่จะเป็นที่พึ่งแก่ตนเอง แต่ กลับไปเพิ่มอกุศล เพิ่มความ ไม่รู้ เพิ่มเหตุที่ไม่ดีให้แก่ตนเอง ทำทางที่จะ ทำให้ตนเองได้รับผลที่ไม่ดีในอนาคตข้างหน้า เหมือนตัวอย่างของภิกษุที่ ประพฤติไม่ดี ล่วงละเมิดพระวินัย ไม่เห็นโทษของกิเลส บริโภคปัจจัย ๔ กล่าว คือ จีวรเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ที่ชาวบ้านถวาย ด้วยศรัทธา แต่ไม่ได้ มีคุณความดีอะไรเลย เป็นภิกษุลามก คือ ต่ำทราม ไม่ได้ประพฤติตามพระธรรมวินัย เมื่อมรณภาพ คือ ตายจากชาตินั้นแล้ว ก็เกิดเป็นสัตว์นรกนานแสนนาน พอพ้นจากการเกิดเป็นสัตว์นรกแล้วก็เกิด เป็นเปรต มีรูปร่างเหมือนภิกษุ ทรงบาตร ทรงจีวร ลอยอยู่ในอากาศ แต่ถูก ไฟแผดเผาได้รับความทุกข์เดือดร้อนร้องครวญคราง ทั้งหมดนั้นไม่มีใคร ทำให้เลย แต่เป็นเพราะความประมาท ไม่ได้ประพฤติตามพระธรรมวินัย นั่นเอง เหตุที่ไม่ดี นำไปสู่อบายภูมิเท่านั้น ไม่สามารถนำไปสู่สุคติภูมิได้เลย ตัวอย่างภิกษุที่ประพฤติไม่ดีแล้วไปเกิดในอบายภูมิ มีปรากฏตาม ข้อความในพระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ดังนี้
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์
ท่านพระ มหาโมคคัลลานะ กล่าว (กับพระลักขณะ) ว่า ดูกร ท่าน ผู้มีอายุ ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนครราชคฤห์ นี้ ได้เห็นภิกษุเปรต ลอยไปในอากาศ สังฆาฏิ บาตร ประคดเอว และร่างกายของภิกษุเปรตนั้น ถูกไฟติดลุกโซน เปรตนั้น ร้องครวญคราง
ครั้งนั้น พระ ผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร ภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุเปรตนั้น เคยเป็นภิกษุผู้ลามกในศาสนาของพระกัสสป สัมมาสัมพุทธเจ้า
นอกจากนั้น ข้อความในปรมัตถโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย สุตตนิบาต ธรรมจริยสูตร ยังแสดงถึงความเป็นจริงของภิกษุผู้ประพฤติ ไม่เหมาะไม่ควร ไม่มีคุณธรรม ว่า เป็นภิกษุลามก (คือ ชั่ว ต่ำทราม) เป็น บาป ภิกษุ เปรียบประดุจข้าวลีบ ดังนี้
“เหมือนอย่างว่า ข้าวลีบทั้งหลาย แม้ปราศจากข้าวสารในภายใน แต่ก็ปรากฏเหมือนข้าวเปลือก เพราะมีแกลบอยู่ข้างนอก ฉันใด ปาปภิกษุทั้งหลาย ก็ฉันนั้น แม้เว้นจากคุณสมบัติมีศีล เป็นต้น ในภายใน แต่ก็ปรากฏเหมือนกับภิกษุ ด้วยบริขารมีผ้ากาสาวะ เป็นต้นในภายนอก”
ข้าวเปลือก เพราะมีแกลบอยู่ข้างนอก ฉันใด ปาปภิกษุ แม้เว้นจากคุณสมบัติมีศีล เป็นต้น ในภายใน แต่ก็เป็นที่น่าพิจารณาว่า ถ้าก่อนบวชก็ไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่เข้าใจอะไร เลย รู้ไหมว่าบวชเพราะอะไร คำตอบ คือ บวชเพราะไม่รู้ เต็มไปด้วยความไม่รู้เพราะฉะนั้น ก็เป็นผู้ถูกกิเลสครอบงำและเมื่อบวชแล้วก็ไม่ศึกษาพระธรรม ไม่ประพฤติตามพระวินัยด้วยนั้น ย่อมไม่ใช่ภิกษุในพระธรรมวินัย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า เป็นมหาโจร เพราะเหตุว่า ถ้าเป็นคนธรรมดา ปล้นเอาของของบุคคลอื่นมา ใคร ๆ ก็เห็นพฤติกรรมนั้นว่า เป็นโจร แต่นี่เป็น ผู้ที่รับสิ่งของซึ่งเขาถวายให้กับผู้สมควร คือ ผู้ที่มีชีวิตที่ศึกษาพระธรรมวินัย ขัดเกลากิเลส แต่ ภิกษุผู้รับ ไม่มีความประพฤติที่ดีงามอย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้น ก็เหมือนกับลักขโมยเอาของที่เขาให้คนอื่น คือ ผู้ที่มีคุณอย่างนั้น มาเป็นของตนซึ่งไม่มีคุณอย่างนั้นเลย และการบริโภคก้อนข้าวที่ชาวบ้านถวาย ด้วยศรัทธาของภิกษุผู้ทุศีล นั้น การบริโภคก้อนเหล็กร้อนยังดีกว่า เพราะเหตุ ว่าการบริโภคก้อนเหล็กร้อนทำให้เกิดความเดือดร้อนเป็นทุกข์เฉพาะในชาตินี้ ชาติเดียว แต่การเป็นภิกษุทุศีลรับสิ่งของที่ผู้อื่นถวายด้วยศรัทธา เป็นเหตุให้ไป เกิดในอบายภูมิ ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนมากมายนานแสนนาน ตาม ข้อความในปรมัตถทีปนี อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ อปายสูตร ดังนี้
“ภิกษุทุศีล คือ ไม่มีศีล ไม่สำรวมด้วยกายเป็นต้น ปฏิญาณว่าเราเป็นสมณะ รับก้อนข้าวที่ชาวแว่นแคว้นให้ด้วยศรัทธาบริโภค ก้อนเหล็ก ร้อน มีแสงไฟ อันภิกษุผู้ทุศีลบริโภคยังประเสริฐกว่า คือ ดีกว่าการที่คนทุศีล บริโภคก้อนข้าวที่ชาวแว่นแคว้นให้ด้วยศรัทธานั้น เพราะเหตุไร เพราะการบริโภคก้อนเหล็กร้อนเป็นเหตุ เขาก็พึงไหม้ใน อัตภาพเดียวเท่านั้น ส่วนภิกษุผู้ทุศีลบริโภคของที่เขาให้ด้วยศรัทธา เขาพึง ไปเกิดในนรกหลายร้อยชาติ”
ในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต คัทรภสูตร มีข้อความ ที่แสดงว่า ภิกษุบางรูป เมื่อบวชเป็นภิกษุแล้ว แต่ไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ไม่ประพฤติตามพระธรรมวินัย ล่วงละเมิดพระวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบัญญัติไว้ ไม่จริงใจต่อการที่จะขัดเกลากิเลสของตนเอง ย่อมไม่ใช่ภิกษุ ในพระธรรมวินัย แม้ว่าจะเดินตามหลังภิกษุรูปอื่น ๆ แล้วบอกว่าตนเองเป็น ภิกษุก็ตาม เปรียบเหมือนกับลาที่เดินตามหลังฝูงโค ปากก็ร้องว่า เราเป็นโค เราเป็นโค แต่แท้ที่จริงแล้ว ไม่ใช่โค เพราะสี เสียง และรอยเท้า ไม่เหมือน อย่างโค แต่เป็นลานั่นเอง ดังนี้
“ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ลาเดินตามฝูงโคไป แม้จะร้องว่า เราเป็นโค เราเป็นโค แต่สีของมันไม่เหมือนโค เสียงก็ไม่เหมือน รอยเท้าก็ไม่เหมือน มันได้แต่เดินตามฝูงโค ร้องไป ว่า เราเป็นโค เราเป็นโค เท่านั้น ฉันใด ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูป ในพระธรรมวินัยนี้ เดินตามหมู่ภิกษุ แม้ประกาศ ไปว่า เราเป็นภิกษุ เราเป็นภิกษุ แต่ฉันทะในการสมาทานอธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ของภิกษุรูปนั้น ไม่มี เหมือนภิกษุอื่นๆ ภิกษุนั้น ก็ได้แต่เดินตามหมู่ภิกษุประกาศไปว่า เราเป็นภิกษุ เราเป็นภิกษุ เท่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน”
เพราะได้อาศัยพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เกิดปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูก ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ภิกษุคือใครตรงตามความ เป็นจริง สำหรับในฐานะที่เป็นคฤหัสถ์ เมื่อได้เข้าใจอย่างถูกต้องแล้วว่า ภิกษุคือใคร ก็จะได้ไม่ส่งเสริมสนับสนุน ภิกษุอลัชชี ผู้ไม่มีความละอาย และ เมื่อได้เข้าใจอย่างถูกต้อง ก็ไม่เห็นด้วยกับความประพฤติที่ผิดพระวินัยของภิกษุ หรือพฤติกรรมที่ทำลายพระธรรมวินัย ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว แต่จะมีความจริงใจ อาจหาญที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ทำในสิ่งที่ผิด กล้าที่จะเปิดเผยความจริงตรงตามพระธรรมวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เพื่อความเข้าใจถูกของผู้อื่น ด้วยความเป็นมิตร หวังดี เพื่อความ ดำรงมั่นแห่งพระธรรมวินัยอันบริสุทธิ์ยิ่งต่อไป จึงเป็นเครื่องเตือนที่ดีว่า แต่ละคนควรอบรมเจริญปัญญาในเพศใด แม้ไม่ได้สละอาคารบ้านเรือนบวช เป็นภิกษุก็สามารถอบรมเจริญปัญญา สะสมความดีในเพศคฤหัสถ์ได้ เนื่องจากว่าไม่มีใครบังคับว่าจะต้องบวชเป็นภิกษุ เพราะเป็นอัธยาศัยของแต่ละบุคคล ข้อที่น่าพิจารณา คือ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้บวช แต่เป็นคฤหัสถ์ ผู้ดำรงอยู่ในธรรมอันดีงาม ไม่ประมาทในการเจริญกุศลทุกประการ และมี โอกาสศึกษาพระธรรม ฟังพระธรรม อบรมเจริญปัญญา สะสมความเข้าใจถูก เห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อยด้วย กล่าวได้ว่าชีวิตย่อมไม่เปล่าประโยชน์ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ก็ย่อมจะดีกว่าบวชไปแล้วเป็นภิกษุที่ไม่ดี ไม่มีความรู้ความ เข้าใจพระธรรมวินัย ไม่ได้ขัดเกลากิเลส เพราะเหตุว่า เป็นคฤหัสถ์ก็สามารถ ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมประพฤติตามพระธรรมตามควรแก่เพศของตน สะสมความดีและปัญญาเป็นที่พึ่งต่อไปในภายหน้าได้ นี้คือ สิ่งที่เป็นประโยชน์ อย่างแท้จริง.

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00