Home » ธรรมะทำหน้าที่ของธรรมะ

ธรรมะทำหน้าที่ของธรรมะ

by Pakawa

แต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเปิดเผยให้รู้ว่า เราไม่รู้อะไรมานานแสนนาน และไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยถ้าไม่มีการฟังพระธรรม ด้วยเหตุนี้ การที่เรามีโอกาสได้เข้าใจธรรม จึงเป็นโอกาสที่ประเสริฐที่สุด

ธรรมะทำหน้าที่ของธรรมะ

สภาพธรรมทุกอย่างมีกิจการงานหน้าที่ของสภาพธรรมนั้น เช่น โลภะ ความต้องการเกิดขึ้นขณะใด เป็นสภาพที่ติดข้อง ไม่ยอมสละ โทสะเกิดขึ้นขณะใด จิตจะกระด้าง และมีความขุ่นเคือง ประทุษร้าย เบียดเบียน นั่นเป็นกิจการงานของสภาพธรรมนั้นๆ
สิ่งที่เราเคยยึดถือว่า เป็นเราทั้งหมด เป็นธรรมแต่ละอย่าง นี้เป็นสิ่งที่เราอาจจะไม่เคยคิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม คือทรงแสดงเรื่องจริงซึ่งมีอยู่แก่ทุกคน และสิ่งต่างๆที่มี ที่เราเคยยึดถือว่าเป็นเรา แท้ที่จริงก็เป็นธรรม
ถ้าเข้าใจธรรมแล้วก็จะรู้ว่า ตาก็เป็นธรรม หู จมูก ลิ้น กาย ความคิด ความสุข ความทุกข์ ความริษยา ความมานะ ความสำคัญตน ความเกียจคร้าน ความง่วงนอน ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมทั้งหมด
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม คือ ทรงแสดงเรื่องสภาพธรรมจริงๆ ซึ่งทุกคนมี แต่ว่าไม่เคยเข้าใจ แล้วก็มียึดถือว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้นก็เลยมีความคิดว่า เราทำหรือว่าเราปฏิบัติ แต่แท้ที่จริงแล้ว ธรรมนั่นเองปฏิบัติกิจของธรรมนั้นๆ
เวลาที่เราเกิดหวังดีต่อใคร ให้ทราบว่า สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นกำลังทำกิจหวังดี และเวลาที่โกรธ ลักษณะสภาพธรรมที่โกรธเกิดขึ้น ความโกรธก็เป็นธรรมชนิดหนึ่ง ก็ทำกิจของธรรม คือ ไม่ชอบใจในการกระทำของคนนั้น ในเรื่องนั้น
นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ธรรมปฏิบัติกิจของธรรม ไม่ใช่มีเราซึ่งเป็นตัวตนที่จะทำ ขณะนี้ที่ทุกคนก็จะคิดว่า เป็นเรา ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าของเราหมด จะเกิดมาอย่างไร จากไหน ได้มาอย่างไร ไม่สำคัญ ถ้ามาอยู่ตรงนี้แล้วก็ยึดถือเอาเลยว่า เป็นเรา
แม้แต่การได้ยินชั่วขณะนิดหนึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นกระทำกิจได้ยินเสียงที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ก็บังคับบัญชาไม่ได้ แล้วไม่มีใครทำ แต่จิตนั้นเกิดขึ้นทำกิจได้ยินแล้วก็ดับ ไม่ใช่ในขณะที่คิดนึก ทุกอย่างเป็นธรรมซึ่งเกิดขึ้นปฏิบัติกิจของธรรม
มีสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งภาษาไทยเราก็ใช้บ่อย คือคำว่า “สติ” คงไม่มีใครไม่ใช้คำนี้ ถ้าไม่เรียนไม่ศึกษาจริงๆ ตามพระพุทธศาสนาแล้ว เราก็แปลความหมายเอาเองตามที่ใช้กันอยู่ในภาษาไทย อย่างบางคนเขาบอกว่า เดินข้ามถนน แล้วรถไม่ชน ก็มีสติ หรือปอกผลไม้ มีดไม่บาดก็มีสติ แต่พอศึกษามาหน่อย ก็เข้าใจว่า สติ ก็คือการรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ทั้งหมดเป็นสติ แต่ตามความเป็นจริงแล้ว สติจริงๆ ต้องเป็นธรรมฝ่ายดี เป็นสภาพธรรมที่มีการระลึกได้ ที่เป็นไปในทางกุศลทั้งหมด อย่างวันนี้มีใครคิดให้ทานบ้างหรือยัง ทานที่นี่ ไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นวัตถุใหญ่โต แม้แต่เพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ให้เพื่อประโยชน์แก่คนอื่น ขณะนั้นก็เป็นทาน เพราะเหตุว่าสิ่งนั้นมีประโยชน์แก่ผู้รับ มีจิตที่ไม่เห็นแก่ตัว คือไม่ลำบากที่จะให้ มีความเป็นเพื่อน แล้วก็มีการช่วย มีการให้สิ่งนั้นไป ขณะนั้นก็เป็นสภาพของจิตที่เป็นกุศล ขณะนั้นมีสติเกิดร่วมด้วย จึงเป็นไปในการให้ ถ้าไม่มีสติเกิด ก็ไม่คิดที่จะให้ ขณะนั้นก็เป็นธรรมทั้งหมด ถ้าเป็นความตระหนี่ ความเกียจคร้าน เป็นฝ่ายไม่ดีขณะนั้นไม่มีสติ แต่ถ้าธรรมฝ่ายดี คือ สติ มีการระลึกที่จะเป็นไปในการช่วยเหลือ ในการให้ ขณะนั้นต้องเป็นธรรมฝ่ายดี
เพราะฉะนั้นไม่ใช่เราที่ปฏิบัติสมถะ ไม่ใช่เราที่ปฏิบัติวิปัสสนา แต่เป็นสติที่ประกอบด้วปัญญา ระลึกได้ที่จะเจริญกุศล และก็ไม่ใช่กุศลเพียงขั้นเล็กๆ น้อยๆ อย่างทานก็ชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการทำให้จิตของเราสงบจากอกุศลทุกอย่าง แล้วก็เพิ่มความมั่นคงในการสงบขึ้น นั่นถึงจะเป็นสมถภาวนา แล้วสภาพธรรมหลายอย่าง ซึ่งเป็นสภาพธรรมฝ่ายดี เกิดขึ้นปฏิบัติกิจ ไม่ใช่มีความเป็นตัวตนว่าอยากจะนั่งให้สงบ หรือเครียดก็อยากจะไม่เครียด แล้วก็ไปทำอะไรขึ้นมา แล้วก็คิดว่าขณะนั้นเป็นสมถะ ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะได้ยินคำหนึ่งคำใด ขอให้มีความเข้าใจถูกจริงๆ ในคำนั้น ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับเรา
นั่นเป็นการเริ่มต้นของปัญญา ซึ่งเกิดจากความเข้าใจถูกต้องทีละเล็กทีละน้อยเพิ่มขึ้น แล้วถ้าปราศจากปัญญา ปฏิบัติอะไรทั้งหมด สมถะก็ไม่ได้ วิปัสสนาก็ไม่ได้ ผิดหมด ต้องเป็นปัญญาของเราเองซึ่งค่อยๆ เกิดขึ้นทีละน้อยจากการฟังการศึกษาพระธรรม ด้วยความเคารพ ด้วยความละเอียด ไม่ผิวเผิน ไม่คิดเอง แล้วจะเห็นประโยชน์ของปัญญาที่เพิ่มขึ้น.

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00