ถ้าเห็นกำลังของอกุศล ก็จะรู้ว่า ขณะใดที่กุศลไม่เกิด ขณะนั้นเป็นอกุศล ถ้าเป็นผู้เห็นประโยชน์ของกุศลจริงๆ แม้กุศลเพียงเล็กน้อย นิดหน่อยในชีวิตประจำวัน กำลังเผชิญหน้า ทำทันที ไม่ต้องคอยและไม่คิดต้องว่า กุศลนี้จะให้ผลมากน้อยแค่ไหน เพราะมีความเข้าใจถูกต้องว่า ถ้าขณะนั้นไม่ใช่โอกาสของกุศล กุศลไม่เกิด ขณะนั้นต้องเป็นอกุศลแน่นอน ถ้าเห็นโทษภัยของอกุศล ก็เป็นปัจจัยที่จะให้มีกุศลในแต่ละทางเพิ่มขึ้น โดยไม่ใช่ด้วยความหวัง
กิจที่ควรทำ
ชีวิตความเป็นอยู่ที่จะต้องดำเนินไป ก็จะต้องมีกิจประจำวันมากมายหลายอย่าง เช่น บุตรธิดาก็มีกิจที่จะต้องบำรุงดูแล และช่วยเหลือมารดาบิดา เป็นต้น ซึ่งควรที่จะต้องเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน เพราะเหตุว่าถ้าเป็นผู้ที่เกียจคร้าน ก็ไม่สามารถจะเกิดกุศลจิตที่จะทำกิจที่สมควรนั้นได้เลย
ตามความเป็นจริงไม่ว่าจะเป็นกิจใหญ่น้อยประการใดก็ตามควรที่จะช่วยเหลือสงเคราะห์คนอื่น แต่ถ้าไม่ทำ ก็ควรที่จะได้พิจารณาว่า ที่ไม่ทำในขณะนั้น ก็เพราะอกุศลธรรมเกิดขึ้นทำให้เป็นคนเกียจคร้านที่จะทำกุศล คนขยันที่จะช่วยสงเคราะห์คนอื่น ก็ย่อมจะทำไปด้วยกุศล ด้วยสภาพจิตที่ดีงาม แต่คนที่ไม่ทำสิ่งที่ควรทำ ไม่สงเคราะห์ช่วยเหลือใคร ในขณะนั้นจะไม่รู้เลยว่า อกุศลธรรมเกิดขึ้นครอบงำ ทำให้เป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว มีความสำคัญในตน ลืมคิดถึงบุคคลอื่น แม้แต่การที่จะสงเคราะห์ช่วยเหลือบุคคลต่างๆ เหล่านั้น ก็ไม่เห็น หรืออาจจะเข้าใจผิดคิดว่า ไม่เป็นการสมควรที่จะช่วยเหลือสงเคราะห์คนอื่น อกุศลธรรมทั้งหลายเป็นธรรมที่ตั้งจิตไว้ผิด ส่วนกุศลธรรมทั้งหลายเป็นธรรมที่ตั้งจิตไว้ชอบ โดยที่ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน มีแต่ธรรมเท่านั้นที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ ขณะที่สงเคราะห์ช่วยเหลือบุคคลอื่น กุศลธรรม เกิดขึ้นคือ ทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่ว่ากับใคร ก็ควรช่วยเหลือเสมอกันหมด ไม่ทำไปด้วยความหวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น
ที่เป็นบุคคลนั้น บุคคลนี้ ที่มีความประพฤติเป็นไปแตกต่างกัน แท้ที่จริงแล้ว ก็คือ สภาพธรรมแต่ละลักษณะซึ่งสะสมมาเป็นปัจจัยทำให้ขณะนั้นสภาพของจิตเป็นอย่างไร ถ้าสะสมอกุศลธรรมมามาก ก็ตั้งจิตคือปรุงแต่งจิตในขณะนั้นให้เกิดขึ้นเป็นไปในทางอกุศล ถ้าสะสมกุศลธรรมมามาก เห็นคุณของความดี กุศลธรรมทั้งหลายก็เป็นปัจจัยปรุงแต่งให้จิตนั้นเกิดขึ้นเป็นไปในทางกุศล
ผู้ที่ไม่เกียจคร้านที่จะทำความดี จะไม่ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เพื่อเป็นการเกื้อกูลให้กุศลทั้งหลายเจริญ แม้แต่การที่จะเป็นผู้ที่ขยันในการที่จะช่วยเหลือสงเคราะห์บุคคลอื่น เช่น ในคราวที่ผู้อื่นประสบกับภัยพิบัติต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นการที่จะได้ขัดเกลาละคลายกิเลสของตนเองด้วย เพราะเหตุว่ากิเลสมีมาก ถ้ากุศลจิตไม่เกิด ไม่น้อมไปในการเจริญกุศลโดยลักษณะหนึ่งลักษณะใด ก็เป็นการพอกพูนอกุศลแล้ว เพราะฉะนั้น อกุศลก็จะต้องมีมาก ถ้าเป็นผู้ที่เกียจคร้านในการที่จะเจริญกุศลทุกประการ
พระธรรม จึงเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลต่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม ขัดเกลากิเลสของแต่ละบุคคล ไม่มีคำสอนแม้แต่บทเดียวที่จะส่งเสริมให้เกิดอกุศลเลยแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีโอกาสได้ฟัง ได้ศึกษาและน้อมประพฤติปฏิบัติตามอย่างแท้จริง เพราะถึงอย่างไรแล้วเกิดมาแล้ว ก็ต้องจากโลกนี้ไปแน่นอน ไม่มีใครรอดพ้นจากความตายไปได้ แต่ว่าขอให้ได้เป็นคนดีและได้ฟังได้ศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง สะสมปัญญา คือ ความเข้าใจถูกเห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อย เมื่อปัญญาเจริญขึ้น ก็จะเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลให้คุณความดีประการต่างๆ เจริญขึ้น เห็นคุณของความดี น้อมไปในการทำสิ่งที่ดีอยู่เสมอๆ ซึ่งเป็นการทำสิ่งที่ควรทำ เป็นประโยชน์สำหรับชีวิตอย่างแท้จริง.
