การรักษาศีลเพื่อขัดเกลากิเลสทางกาย วาจา เพื่อประโยชน์กับคนรอบข้าง ไม่ใช่เพื่อตนเอง จะได้ไม่ล่วงศีล ได้อานิสงส์ผลบุญจึงควรรักษาทุกกาล โอกาส โดยเฉพาะการสมาทาน รักษา ตั้งแต่เช้าในชีวิตประจำวัน ส่วนจะรักษาได้ ไม่ได้ก็ตามเหตุปัจจัย ตามอำนาจของกิเลส
การสมาทานศีลและการมีศีล
สมาทาน หมายถึง การถือเอาด้วยดี การถือเอาเป็นข้อปฏิบัติด้วยดี โดยไม่จำเป็นต้องมีการกล่าวเป็นข้อความใด ๆ ก็ได้ เพราะเป็นเรื่องของเจตนาในการที่จะงดเว้นจากสิ่งที่ควรงดเว้น ซึ่งสิ่งที่ควรงดเว้นเป็นนิตย์ ในชีวิตประจำวันมี ๕ ประการ คือเว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดเท็จ และเว้นจากการดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่พ้นไปจากความประพฤติเป็นไปทางกาย วาจา ของแต่ละบุคคลเลย
ซึ่งการรักษาศีลจุดประสงค์ คือ เห็นโทษของกิเลส และ เพื่อขัดเกลากิเลส ไม่ใช่เพื่อที่จะได้อานิสงส์ของศีล และ ศีลก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อสมาทานแล้ว จะมีศีลตลอดเวลา ขณะที่เป็นศีล คือ ขณะจิตที่สมาทาน รักษา และขณะที่งดเว้นจากบาป ในขณะนั้น ตัวอย่างเช่น ขณะใดที่มีเจตนารักษาศีล ขณะจิตนั้น ก็เป็นศีล และขณะจิตต่อไป ก็เป็นอกุศลจิตแล้ว จะกล่าวว่าเป็นกุศลศีลอีกไม่ได้ จึงต้องพิจารณาทีละขณะจิต และขณะที่งดเว้นจากการตบยุง ในขณะนั้น ก็เป็นกุศลศีลที่งดเว้นจากบาป จะเห็นว่า ขณะที่เป็นศีล ก็ต้องเป็นขณะจิตนั้นไม่ได้เหมารวมทั้งหมด ว่าไม่ทำอะไร จะมีศีล เพราะไม่เช่นนั้น เด็กอ่อน ที่เพิ่งเกิดไม่ทำอะไร ก็มีศีล หรือสมาทานเพียงครั้งเดียว ไม่ทำอะไรเลย จะมีศีลไปตลอดไม่ใช่เช่นนั้น เพราะหลังจากสมาทานศีลแล้ว จิตขณะต่อไปก็เป็นอกุศล โกรธคนอื่น ตอนนึกในใจก็ได้ จะกล่าวว่า เป็นผู้ที่ศีลที่เป็นกุศลศีลไม่ได้ และแม้ขณะที่หลับสนิท เป็นภวังคจิต เป็นจิตชาติวิบาก ไม่ใช่จิตชาติกุศล ก็ไม่ได้มีกุศลศีลในขณะนั้น
การรักษาศีลเพื่อขัดเกลากิเลสทางกาย วาจา เพื่อประโยชน์กับคนรอบข้าง ไม่ใช่เพื่อตนเอง จะได้ไม่ล่วงศีล ได้อานิสงส์ผลบุญจึงควรรักษาทุกกาล โอกาส โดยเฉพาะการสมาทาน รักษา ตั้งแต่เช้าในชีวิตประจำวัน ส่วนจะรักษาได้ ไม่ได้ก็ตามเหตุปัจจัย ตามอำนาจของกิเลส
ศีลจะสำเร็จได้ก็ด้วยการมีเมตตา คือ ขณะนั้นไม่ประกอบด้วยโทสะ เช่น ในข้อของปาณาติบาต การฆ่าสัตว์ที่มีชีวิต ถ้าขณะนั้นเกิดเมตตา ย่อมไม่สามารถที่จะฆ่าผู้อื่นได้หรือแม้แต่จะเบียดเบียนประทุษร้ายด้วยกาย หรือด้วยวาจาก็ตาม ถ้าเกิดเมตตาขึ้นในขณะนั้นย่อมงดเว้นการที่จะเบียดเบียนประทุษร้ายด้วยกาย ด้วยวาจา แต่ถ้าขณะนั้นเมตตาไม่เกิด ก็ย่อมเป็นไปตามกำลังของกิเลส
พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงถึงสิ่งที่มีจริง เป็นธรรมที่มีจริงที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยแม้แต่เรื่องศีลก็เช่นเดียวกัน ไม่พ้นจากธรรม การประพฤติในสิ่งที่ถูกต้องดีงามก็เป็นศีล การงดเว้นจากสิ่งที่ควรงดเว้นอันเป็นสิ่งที่ผิดนั้นก็เป็นศีล แม้ไม่ได้เปล่งคำใดๆ ก็ตาม แต่มีความจริงใจที่จะถือเอาเป็นข้อปฏิบัติด้วยดี เพราะฉะนั้นศีลจึงเป็นสภาพจิตที่ดีงามและเจตสิกธรรมที่เกิดร่วมด้วย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน.
ธรรม
ประจำวันนี้ จากพระไตรปิฎก
เญยยธรรม
แปลว่า ธรรมที่พวกเรา ควรรู้ เป็นอย่างยิ่ง มี ๕ ประการ
๑.สังขาร
สิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น แบ่งออกเป็น 3 นัย คือ
นัยที่ ๑
สังขารในขันธ์ ๕ คือ ชีวิต มนุษย์
คือ สภาพการปรุงแต่งจิตให้ คิดดี คิดชั่ว คิดกลางๆ คือ ไม่ดี ไม่ชั่ว
สังขารที่พูดนี้ คือ เจตสิก นั่นเอง มี ๕๐ ตัว เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา …. เป็นต้น
นัยที่ ๒
สังขาร ในไตรลักษณ์ (ไตรลักษณ์ คือ ความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)สังขารในความหมายนี้คือ สังคตธรรม
คือ
ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ ทั้งสิ่งที่มีชีวิต เช่น ร่างกาย จิตใจ
และ สิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น แม่น้ำ ภูเขา ต้นไม้ ทุกอย่าง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
นัยที่ ๓
สังขาร ที่ชื่อว่า อภิสังขาร คือ
กายสังขาร คือ
การปรุงแต่งทาง กาย เช่น หายใจเข้า หายใจออก ยกมือขึ้นลง…. เป็นต้น
วจีสังขาร คือ
การปรุงแต่งทาง วาจา ส่งเสียง
จิตตสังขาร คือ
การปรุงแต่งทาง ใจ เช่น เวทนา (ความรู้สึกว่า สุข ทุกข์ เฉยๆ),เช่น สัญญา (ความจำได้หมายรู้ ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และเรื่องราว ต่างๆ)…..เป็นต้น
เญยยธรรม
๒.วิการรูป ๕
คือ สภาพของ รูป ที่พิเศษกว่ารูปปกติ คือ เป็นรูป ที่แสดงอาการ เปลี่ยนแปลงไปจาก ปกติได้ คือ
ความเบาของรูป ๑
ความอ่อนของรูป ๑
ความควรแก่การใช้งานของรูป๑
เช่น การเกร็งของกล้ามเนื้อ เพื่อการใช้งาน
การเคลื่อนไหวของกาย๑
การเปล่งเสียงร้องออกมา๑
รวมเป็น ๕ รูป ครบแล้วนะครับ
รูป
ที่อยู่ในขั้นธ์ ๕ มีทั้งหมด ๒๘ รูป เช่น
ดิน,น้ำ,ลม,ไฟ,ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ภาพ,เสียง,กลิ่น,รส,ความเป็นผู้หญิง,ความเป็นผู้ชาย …เป็นต้น
สังขาร
ที่อยู่ในขันธ์ ๕ มีอยู่ทั้งหมด ๕๐ เช่น
ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความกรุณา มุทิตา อุเบกขา ยังมีอีก …เป็นต้น
ยังมี
เญยยธรรม อีก ๓ พรุ่งนี้ มาคุยกันต่อ นะครับ
คือ
ลักษณรูป ๔
นิพพาน
บัญญัติ
พูดมาตั้งนาน รู้แล้ว จะได้อะไร
ถ้ารู้เรื่อง เญยยธรรม ที่แปลว่า ธรรมที่ควรรู้ มี ๕ ประการ
รู้แล้ว
จะเข้าใจสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ได้อย่างลึกซึ้ง เกินกว่าที่ ปัญญาอย่างพวกเรา ปุถุชน คนธรรมดา จะคิดเองได้
