การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญาในชีวิตประจำวัน ย่อมเกื้อกูลต่อการเจริญขึ้นของกุศลธรรม เมื่อปัญญาเจริญขึ้น เพิ่มมากขึ้น ก็จะเป็นเหตุให้จิตใจสงบจากกิเลส สงบจากอกุศล ตามระดับขั้นของความเข้าใจ จนกว่าจะถึงความเป็นผู้สงบจากกิเลส สงบจากอกุศล โดยประการทั้งปวงได้ในที่สุด
สมถภาวนาและสมาธิ
สมถภาวนากับการทำสมาธิ สมาธิเป็นสภาพธรรมที่ตั้งมั่นในอารมณ์ ซึ่งได้แก่เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกดวง เมื่อจิตฝักใฝ่มีอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนานๆ ลักษณะของเอกัคคตาเจตสิก ก็ปรากฏเป็นสมาธิ คือ ตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ที่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียว เอกัคคตาเจตสิก ที่เกิดกับอกุศลจิต เป็นมิจฉาสมาธิ เอกัคคตาเจตสิก ที่เกิดกับกุศลจิต เป็นสัมมาสมาธิ
การทำสมาธิให้จิตจดจ่อที่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนานๆ นั้น เมื่อไม่ประกอบด้วยปัญญาก็เป็น มิจฉาสมาธิ เพราะขณะนั้นเป็นความพอใจที่จะให้จิตตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ที่อารมณ์เดียว เมื่อปราศจากปัญญาก็ไม่สามารถรู้ความต่างกันของโลภมูลจิตและกุศลจิต เพราะโลภมูลจิตและกามาวจรกุศลจิต มีเวทนาประเภทเดียวกันเกิดร่วมกันด้วย คือ โลภมูลจิต ๘ ดวง มีอุเบกขาเวทนาเกิดร่วมด้วย ๔ ดวง มีโสมนัสเวทนาเกิดร่วมด้วย ๔ ดวง กามาวจรกุศลจิต ๘ ดวง มีอุเบกขาเวทนาเกิดร่วมด้วย ๔ ดวง มีโสมนัสเวทนาเกิดร่วมด้วย ๔ ดวง
ฉะนั้น ขณะใดที่อุเบกขาเวทนาเกิดขึ้นหรือโสมนัสเวทนาเกิดขึ้น จึงยากที่จะรู้ว่าจิตที่ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่เดือดร้อน หรือขณะที่โสมนัสยินดี เป็นสุขนั้นเป็นโลภมูลจิต หรือ เป็นมหากุศลจิต
ความต่างกันของโลภมูลจิต ๘ ดวง และ มหากุศลจิต ๘ ดวง คือ โลภมูลจิตมีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย มหากุศลจิตมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย อกุศลเจตสิกที่แสดงความต่างกันของโลภมูลจิต และ มหากุศลจิตคือ มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด และ โสภณเจตสิกที่แสดงความต่างกันของกุศลจิตและโลภมูลจิต คือ สัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นปัญญาเจตสิก
ฉะนั้น ความต่างกันของโลภมูลจิต ๘ ดวง และมหากุศล ๘ ดวง คือ โลภมูลจิต ๘ ดวง เกิดร่วมกับทิฏฐิเจตสิก ๔ ดวง ไม่เกิดร่วมกับทิฏฐิเจตสิก ๔ ดวง มหากุศลจิต ๘ ดวง เกิดร่วมกับปัญญาเจตสิก ๔ ดวง ไม่เกิดร่วมกับปัญญาเจตสิก ๔ ดวง
การที่จะรู้ว่า เป็นสมถภาวนาหรือไม่ใช่สมถภาวนา คือว่าขณะนั้นประกอบด้วยปัญญาหรือไม่ประกอบด้วยปัญญา ถ้าไม่ประกอบด้วยปัญญาแล้วจะไม่เป็นสมถภาวนาแน่นอน นั่งอยู่ในป่า ทุกอย่างเงียบสงบ ก็เข้าใจว่าสงบ แต่ความจริงไม่ใช่ เป็นโลภะก็ได้ในขณะนั้น เพราะเหตุว่าไม่มีปัญญาที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมะที่ปรากฏ อย่าเพิ่งรวบรัดว่าเป็นความสงบ แล้วเจริญไปๆ ปัญญาก็ไม่เพิ่มขึ้นเลย ความสงบจะเพิ่มกำลังขึ้นได้อย่างไรถ้าปราศจากปัญญา ความสงบจะสงบขึ้นมั่นคงขึ้นต้องประกอบด้วยปัญญา จึงจะเพิ่มขึ้นได้
ถ้าปราศจากปัญญาแล้วไปนั่งจดจ้องสักเท่าไร ก็ไม่สงบแต่เข้าใจว่าสงบ วิธีที่จะรู้ว่าสงบหรือไม่สงบก็คือ ขณะนั้นประกอบด้วยปัญญาหรือไม่ ปัญญาในขณะนั้นรู้อะไร ถ้าเจริญความสงบ ความสงบก็สงบขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อไม่สงบขึ้น แล้วมีความพอใจเกิดขึ้น มีความต้องการเกิดขึ้น มีความกระวนกระวายกระสับกระส่าย มีความไม่รู้หนทาง มีความต้องการให้สงบขึ้น ขณะนั้นไม่ใช่ลักษณะของความสงบ แล้วไม่ใช่หนทางที่จะสงบขึ้น เพราะไม่ได้เริ่มจากความสงบที่ประกอบด้วยปัญญา
ดังนั้นผู้ที่จะเจริญสมถภาวนา จึงต้องรู้ความต่างกันของโลภมูลจิตและกุศลจิต มิฉะนั้นก็จะทำสมาธิ ด้วยโลภมูลจิต เป็นมิจฉาสมาธิ เมื่อไม่ประกอบด้วยปัญญา แต่ประกอบด้วยความเห็นผิด.
