ธรรมะ ยาก เพราะฉะนั้น ไม่มีตัวตนที่จะไปทำให้ง่าย หรือว่าไม่มีความเป็นตัวตนที่อยากจะได้ผลเร็วๆ แต่เป็นผู้ที่ตรงที่จะต้องสะสมความเข้าใจ ความละเอียด ความลึกซึ้งของธรรมจนกว่าจะเป็นปัญญาของตัวเองที่ค่อยๆ เข้าใจถูกต้องขึ้น
ไตรลักษณ์
ไตรลักษณ์ หรือ ไตรลักษณะ หรือจะเรียกว่า สามัญญลักษณะก็ได้ (ลักษณะทั่วไปของสภาพธรรม) คือ ลักษณะ ๓ ประการ ของสภาพธรรมที่มีจริง ที่มีปัจจัยปรุงแต่งที่เกิดขึ้นและดับไป อันเป็นลักษณะของสภาพธรรมที่ทั่วไป สามัญ กับทุกสภาพธรรมที่เกิดขึ้นและดับไป คือสภาพธรรมที่เป็น จิต เจตสิกและรูป จะต้องมีลักษณะทั่วไป ๓ ประการ อันเป็นเครื่องหมายให้รู้ว่า เมื่อมีลักษณะ ๓ ประการนี้ ชื่อว่าเป็นสภาพธรรมที่เป็น สังขารธรรม ที่เกิดขึ้นและดับไป ลักษณะ ๓ ประการ (ไตรลักษณ์) ของสภาพธรรมที่เป็น จิตเจตสิก รูป คือ
อนิจจัง สภาวะ ลักษณะที่ไม่เที่ยงหมายถึง ลักษณะที่เป็นสาธารณะแก่สังขารธรรมทั้งปวงจิตเจตสิก รูป เป็นอนิจจัง เพราะมีอนิจจลักษณะ คือมีการเกิดขึ้น และดับไปอนิจจลักษณะ เป็นลักษณะหนึ่งในลักษณะ ๓ (ไตรลักษณ์ หรือสามัญญลักษณะ)
ทุกขัง สภาวะ ลักษณะที่ทนได้ยาก หมายถึง ลักษณะของสภาพธรรมที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้คือต้องเปลี่ยนแปลง มีการเกิดขึ้นและดับไป ดังที่ พระผู้มีพระภาคตรัสถามพระปัญจวัคคีย์ ในอนัตตลักขณสูตรว่า “สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า” พระปัญจวัคคีย์ทูลตอบว่า ” เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า “
อนัตตา สภาวะ ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน หมายถึง ลักษณะของสภาพธรรมที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใด คือเป็นสภาพนามธรรมอย่างหนึ่ง มีลักษณะที่น้อมไปรู้อารมณ์ จะมีผู้ใดผู้หนึ่งบังคับให้นามธรรมเป็นสภาพที่ไม่รู้อารมณ์ก็ไม่ได้ หรือ สภาพที่เป็นรูปธรรม มีลักษณะที่ไม่รู้อารมณ์ ใครจะบังคับให้รู้เปลี่ยนมาเป็นสภาพที่รู้อารมณ์ก็ไม่ได้ หรือสังขารธรรมเป็นสภาพที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ใครจะบังคับให้สังขารธรรมเป็นสภาพที่เที่ยง เป็นสุข ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น สังขารธรรมที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จึงเป็นอนัตตา และแม้วิสังขารธรรมซึ่งหมายถึงพระนิพพาน เป็นสภาพที่เที่ยง (เพราะไม่เกิดดับ) เป็นสุข (เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมได้) แต่ก็ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพของนิพพานให้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ได้ วิสังขารธรรมที่เที่ยง เป็นสุขนั้นจึงเป็นอนัตตาด้วย
คำว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล) ทั้ง ๓ นี้เป็นลักษณะทั่วไป ของสังขารธรรม (จิต เจตสิก รูป) ซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัย ทั้งหมด เรียกว่าไตรลักษณ์ ไม่เที่ยงเพราะมีอันดับไปเป็นธรรมดา และธรรมแต่ละหนึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ไม่ใช่ตัวตนสัตว์บุคคล ผู้ที่มีปัญญาท่านเห็นด้วยปัญญาตามเป็นจริงว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แต่ผู้ที่ไม่มีปัญญาย่อมไม่เห็นลักษณะทั้ง ๓ นี้ตามเป็นจริง จึงมีความสำคัญว่าเที่ยง เป็นสุข และมีตัวตน แต่ความจริงทุกขณะในชีวิตประจำวัน จิต เจตสิกทุกขณะ รูปทุกรูป เกิดดับ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังนั้น จะเข้าใจถูกตรงตามความเป็นจริงจะขาดการฟังพระธรรมเป็นปกติในชีวิตประจำวันไม่ได้เลย.
ธรรม ประจำวันนี้ จากพระไตรปิฎก
สังโยชน์ ๑๐ แบ่งเป็น ๒ หมวด คือ เบื้องต่ำ คือ ๕ ข้อแรก เบื้องสูง คือ ๕ ข้อหลัง
พูดไปแล้ว
๑.สักกายทิฎฐิ
๒.วิจิกิจฉา
แปลว่า ความลังเลสงสัย
๓.สีลัพพตปรามาส
แปลว่า ความยึดมั่นถือมั่น ด้วยความเห็นผิดว่า การรักษาศีล ข้อวัตรปฏิบัติ หรือพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งภายนอก
โดยคิดเอาเองว่า หรือ อาจารย์บอกว่า ถ้าทำตามที่บอกแล้ว จะทำให้บริสุทธิ์ หลุดพ้นได้ ด้วยศีล
โดย
ยึดแบบ งดงาม เคร่งครัด นี่คือการวางใจไว้ นอกตำรา ไม่มีอยู่ใน พระไตรปิฎก หรือ ทำตามความเชื่อโบราณ
เช่น เชื่อเวลาดีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ ฤกษ์ลงเสาเข็ม เชื่อหมอดู ทายทัก เชื่อมงคล ตื่นข่าว นับถือ สัตว์ ต่างๆ หนู ช้า ม้าง เสือ ราชสีห์ เครื่องลาง ของขลัง พุทธพาณิชย์ และ ความเชื่อ ของ ศาสนาอื่น อื่น
ที่พระพุทธเจ้า ไม่ได้สอน ผิดทั้งหมด เพราะ ขาดปัญญา รองรับ เมื่อถูกซักถาม ด้วยปัญญาได้ ก็ ตอบไม่ได้ ทำตาม ตาม กันมา ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่
สีล – บาลี แปลว่า ศีลหรือข้อห้าม ที่ไม่ควรจะละเมิด
พต หรือ พรต- บาลี แปลว่า ข้อที่จะต้องปฏิบัติ
ปรามาส- บาลี แปลว่า การเอามือ ลูบคลำ จับฉวยเอา หรือ พยายามปฏิบัติ ให้เกินเลย ต่อเติมสภาวะที่แท้จริง
บางคน
ถือศีล แบบ แยกเอาไว้ หนักอึ้ง เคร่งเครียด เลยเถิดไปคิดว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษ เพราะถือศีล
บางคน
ทำพิธีหรรมทางพุทธศาสนาพุทธ เป็นความเชื่อเพื่อความขลัง อันเชิญ พระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ ลงมาก็มี แล้วไปคิดว่า นี่คือ ทางลัด ศักสิทธิ์ โดยไม่เข้าใจหลักธรรม ที่พระพุทธเจ้าสอน คือ ไม่รู้เอามาจากไหน พระพุทธเจ้าไม่ได้ สอน ตามที่กล่าวอ้าง ต่าง ๆ
บางคน
ยึดติด รูปแบบ พิธีรีตอง ตายตัว จนขาดปัญญา จนหลงลืมไม่ได้ฝึกอบรม จิตใจ ตามหลัก ที่มีอยู่ใน พระธรรม คำสอน หลุดลอย ออกไปไกล มาก มาก
ครบ ๓ ข้อแรก แล้วนะครับ
พระพุทธเจ้า ตรัสว่า
ใครเข้าใจ สังโยชน์ ๑๐ เอาแค่ ๓ ข้อแรก ตามที่ได้กล่าว มานี้
ใครทำ ๓ ข้อแรกนี้ได้ พระพุทธเจ้า ตรัสว่า
จะได้เป็น พระโสดาบัน เข้าสู่กระแส พระนิพพาน
อบายภูมิ ทั้ง ๔ คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน จะถูกปิดตาย ตลอดชั่วนิรันดร์ เลย
การเกิด ครั้งหน้า เลือกเกิดได้เลย จะเป็น ธีรชน ยอดคน เกิดในตระกูลไหน ตระกูลนั้น ก็จะรุ่งเรือง นะครับ
แล้ว
ท่านคิดว่า ท่านอ่านแล้ว ทำได้ไหม ท่านอยู่ตรงไหน ใน ๓ ข้อ
ข้อไหนสอบผ่านได้แน่แล้ว ข้อไหน คิดว่ายาก จนทำไม่ได้ หรือ ยังไม่เข้าใจ
ทุกอย่าง
เป็น ปัจจัตตัง ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น จะไม่มีผู้ใด ไปรู้ของผู้อื่น ได้เลย
พระพุทธเจ้า องค์เดียวเท่านั้น ที่รู้จิตของคนอื่น อื่น อรหันต์ ทั้งหมด ก็ไม่มีใครรู้ได้ นะครับ
๑.สักกายทิฏฐิ
ความเห็นผิดที่ไปคิดว่า มีตัวเรา มีของเรา มีตัวเขา มีของเขา มีมนุษย์ มีบุคคล ถ้าพูดแบบ สมมุติสัจจะ ข้างบนนี้ มีทั้งหมด
แต่
ถ้าพูดแบบ ปรมัตถ์สัจจะ ข้างบนนี้ ผิดหมด
ฉะนั้น ต้องปรับตัวก่อนว่า จะพูดแบบ สมมุติสัจจะ หรือ จะพูดแบบ ปรมัตถ์สัจจะ ซึ่งก็ถูก ทั้งคู่ นะครับ
๒.วิจิกิจฉา
ความลังเลสงสัย ใน พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ
๓.สีลัพพตปรามาส
คือ การนับถือศีลที่ผิดพลาด ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่สามารถตอบข้อสงสัยทาง ปัญญาได้
สรุปแล้ว
ถ้าใครเข้าใจ ถ้าใครปฏิบัติตามได้ ตามที่พระพุทธเจ้าสอน
พระพุทธเจ้า ตรัสว่า
ผู้นั้นจะเข้าถึง กระแสพระนิพพาน
ผู้นั้นจะได้เป็น พระโสดาบัน
ผู้นั้น จะไม่สามารถไปเกิดใน อบายภูมิ คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ได้ ตลอดไป
ผมขอให้กำลังใจ ทุกท่านสามารถ ทำได้ ถ้าทำไม่ได้ ชาติหน้า ก็จะดีกว่าชาตินี้ อย่างน้อยก็ ๑๐๐๐ เท่า
