คุณค่าอย่างยิ่งจากการที่ไม่รู้เป็นรู้ ได้จากคำที่มาจากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โอกาสของการฟังพระธรรมก็ไม่แน่ว่าจะนานเท่าไหร่ จะมากหรือจะน้อย แต่ทุกครั้งที่ได้ฟังประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตก็คือ ได้เข้าใจความจริง
ไม่ประมาทในการอบรมเจริญปัญญา
ปุถุชน คือผู้ที่หนาด้วยกิเลส เป็นธรรมดาที่ยังมากด้วยกิเลส ปัญญาขั้นการฟังไม่สามารถละกิเลสได้ เพียงแต่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ความมีมานะตัวตนต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้เป็นธรรมดาของปุถุชน เพราะฉะนั้น ผู้ที่เข้าใจพระธรรม คือผู้ที่รู้ตัวเองตามความเป็นจริงว่ามีกิเลสมาก และกิเลสมีมากกว่าที่คิด เพราะสะสมมานับชาติไม่ถ้วน พระอริยเจ้าทั้งหลายกว่าจะได้บรรลุธรรม อบรมปัญญายาวนาน นับชาติไม่ถ้วนเช่นกัน เพราะฉะนั้น จึงเป็นธรรมดาเหลือเกินที่จะเกิดกิเลสเป็นปกติธรรมดา เพราะฉะนั้นผู้ที่ตรงต่อพระธรรม ตรงต่อความเป็นจริง จึงเข้าใจหนทางที่ถูกว่าเป็นหนทางที่ยาวไกลที่จะอบรมยาวนานที่เรียกว่า “จิรกาลภาวนา”
ฉะนั้น ก็ฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมต่อไป กิเลสก็เกิดขึ้นได้เป็นปกติ เมื่อค่อยๆ อบรมปัญญาจนกว่าจะละกิเลสได้เป็นสมุจเฉท ก็คือเมื่อมรรคจิตเกิดขึ้น และก็ต้องเป็นไปตามลำดับของกิเลสที่ควรละ ซึ่งยาวไกล แต่ถึงได้ด้วยการอบรม ศึกษาพระธรรมด้วยจุดประสงค์ที่ถูกต้อง และอบรมยาวนาน
พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง แสดงถึงความเป็นจริงของสภาพธรรมแต่ละอย่าง ๆ ตามความเป็นจริง ไม่ว่าจะทรงแสดงในส่วนใดก็ตาม ย่อมไม่พ้นไปจากสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้
ถ้าเป็นผู้ที่มีความละเอียดรอบคอบไม่ประมาทพระธรรมว่าง่าย ศึกษาด้วยความตั้งใจ ความเข้าใจก็จะค่อย ๆ เจริญขึ้นไปตามลำดับ พระธรรมแม้จะยากแต่ก็ไม่เหลือวิสัยที่จะเข้าใจได้ ที่สำคัญ คือไม่ขาดการฟังไม่ขาดการศึกษาพิจารณาไตร่ตรองไม่ว่างเว้นจากการฟังพระธรรม และมีจุดประสงค์ที่ถูกต้องในการศึกษาว่า เพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น ในเมื่อพระธรรมละเอียดลึกซึ้ง ก็ยิ่งจะต้องมีความอดทนเป็นอย่างยิ่งที่จะค่อย ๆ สะสมความเข้าใจถูก เห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อย เป็นการศึกษาพระธรรมตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่ใช่คิดเอาเอง และจุดประสงค์ในการศึกษาต้องตรง คือเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกขัดเกลาความไม่รู้ซึ่งมีมากเป็นอย่างยิ่ง ปัญญานี้เอง ที่ทำกิจขัดเกลาละคลายความไม่รู้และความเห็นผิดที่ยึดถือว่าเป็นตัวตน ไม่มีเราจะทำอะไร.