เวลามีน้อย

เวลามีน้อย

ปัญญา ความเข้าใจถูก เห็นถูก ย่อมเจริญขึ้นไปตามลำดับ ไม่ใช่ว่าปัญญาจะเจริญขึ้นสมบูรณ์เต็มที่ด้วยการฟังเพียงครั้งเดียว หรือ สองครั้งเท่านั้น ปัญญาเปรียบเหมือน แสงสว่าง ส่องทางในที่มืดสนิท ปัญญาเปรียบเหมือน พืชที่โตช้า เพราะความไม่รู้มีมาก จึงต้องอาศัยการฟังบ่อย ๆ เนือง ๆ และจากการฟังในแต่ละครั้งความเข้าใจย่อมจะค่อย ๆ เจริญขึ้น จึงเป็นช่วงเวลาที่ประเสริฐจริง ๆ เพราะจะเป็นไปเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูก เป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลสในชีวิตประจำวัน กิเลสที่มีมากถ้าไม่มีปัญญาแล้ว ย่อมไม่สามารถที่จะขจัดออกไปจากจิตใจได้
ขณะนี้ ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พร้อมทั้งได้เกิดในถิ่นที่ยังมี พระธรรม คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดำรงอยู่ และในขณะเดียวกัน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่บกพร่องพร้อมที่จะรองรับพระธรรม สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ)ได้ ก็ควรที่จะได้ศึกษาพระธรรม ฟังพระธรรม อบรมเจริญปัญญา เพื่อรู้สภาพธรรม คือ นามธรรมและรูปธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง เพราะเหตุว่าเวลาของแต่ละบุคคล มีน้อย จะจากโลกนี้ไปเมื่อใดไม่มีใครรู้ได้เลย มีโอกาสที่จะได้ฟังได้ศึกษาในสิ่งที่ประเสริฐ ก็ไม่ควรผ่านเลยไป ควรฟังควรศึกษาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ไม่ประมาทในแต่ละคำที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ถ้าวันๆ ไม่ฟังพระธรรม จะใส่ใจธรรมหรือเปล่า เพราะว่าธรรมคิดเองไม่ได้ ต้องอาศัยการฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเท่านั้น ฟังเพื่อเข้าใจถูกต้อง ในความจริงที่กำลังปรากฏ ถ้าไม่มีความเข้าใจ ชีวิตนี้ก็จะอยู่ไปด้วยความไม่รู้ ชีวิตที่ผ่านมาก็เต็มไปด้วยความไม่รู้ และกิเลสที่สะสมเอาไว้ก็มาก ชีวิตในแต่ละวันเต็มไปด้วยอกุศล โอกาสของการฟังธรรมพิจารณาธรรมก็น้อย กว่าจะเป็นโอกาสของกุศลแต่ละครั้งก็แสนยาก
ก่อนที่จะได้ฟังพระธรรมพูดแต่คำไม่รู้จัก เมื่อมีโอกาสได้ฟังธรรมแล้ว และเริ่มจะเข้าใจความจริงก็แสนยาก ธรรมนั้นลึกซึ้ง ยากที่จะเข้าใจได้ เข้าใจแล้วยังต้องอดทน ที่จะฟังแล้วฟังอีก ฟังไวั เข้าใจไว้ เพื่อสักวันหนึ่งเมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ความเข้าใจที่สะสมมาย่อมสามารถรู้ความจริงได้ แต่คงไม่ใช่ชาตินี้ ชาติหน้าอีกนับไม่ถ้วนชาติ ก็ไม่ท้อถอย เพราะได้เดินสู่หนทางที่ถูก ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ดีแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวในหนทางที่จะรู้ความจริง ขอให้เข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง ประมาทไม่ได้เลย
ไม่ต้องไปแสวงหาธรรมที่ไหน เพราะเกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีเราที่จะทำธรรมใดให้เกิดได้ คิดเองก็ไม่ได้เพราะสภาพธรรมเกิดแล้วดับไปทุกขณะตามเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้นฟังเพื่อเข้าใจ สะสมความเข้าใจเพื่อชำระจิตนี้ให้สะอาดขึ้นจากความไม่รู้ สภาพธรรมมีอยู่ แต่ โลภะ กั้นไว้ แสวงหาหนทางอื่นที่ไม่ใช่หนทางที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ค่อยๆ ชำระจิตจาก โลภะ เพราะ โลภะ นั้นเกิดจากความไม่รู้คือ อวิชชา โทสะ ความขุ่นเคืองใจกั้นไว้ ความไม่รู้ กั้นไว้ เพราะมีโลภะ โทสะ โมหะ จึงไม่สามารถฟังธรรมได้ เพราะโลภะ โทสะ โมหะ จึงไม่สามารถเข้าใจธรรมได้
การฟังพระธรรมจะเผินไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างขณะนี้เป็นสิ่งที่มีจริงที่ลึกซึ้ง ไม่ว่าขณะไหน เป็น ธรรมะทั้งนั้น จึงต้องฟังไว้ เข้าใจไว้ สะสมความเข้าใจ หนทางเดียว ฟังให้เข้าใจเพื่อสะสมความเข้าใจ ทีละหนึ่งที่ปรากฏ เพื่อคลายความเป็นตัวตน ชีวิตแต่ละคนเหลือเวลาอีกไม่นาน ฟังให้เข้าใจความจริงที่กำลังปรากฏ ไม่มีเราที่จะทำ ปัญญาเท่านั้น ที่ละความเป็นเราที่ติดข้องอย่างมาก ความเป็นตัวตนที่จะไปรู้ ต้องเป็นการสะสมความเห็นถูกเข้าใจถูกจนกว่าปัญญาจะทำหน้าที่ละ.

ความเครียด

ความเครียด ก็คือความคิดวิตกกังวล เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นอกุศลวิตก เป็น โทสะมูลจิต ก็เป็นเหตุให้นอนไม่หลับ แม้กระทั่งอยากที่จะหลับ
เราควรที่จะรู้ตามความเป็นจริงว่า ขณะนี้เราคือปุถุชนซึ่งเมื่อมีเหตุปัจจัย โทสะย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา การที่จะละคลาย ความเครียด หรือโทสะมูลจิตได้บ้างนั้น เราต้องมีความเข้าใจถูกว่า ความเครียด ที่เกิดขึ้น นั้นไม่ใช่เรา เป็นเพียงสภาพธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย และก็ดับไป และควรรู้ด้วยว่า ผู้ที่ดับโทสะได้เป็นสมุทเฉทนั้น คือ พระอนาคามี ดังนั้น จึงควรศึกษาพระธรรม เพื่อให้เกิดความเข้าใจถูกเห็นถูก (ปัญญา) ซึ่งเป็นสังขารขันธ์ที่จะปรุงแต่งให้มีความเห็นถูก และละคลายความเห็นผิดว่าเป็น เราได้เป็นสำคัญ
     ธรรม คือ สิ่งที่มีจริงนั้น เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในขณะหลับ หรือตื่น ก็ไม่พ้นไปจากความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรม มีแต่ธรรมเท่านั้้นจริงๆ ขณะที่หลับสนิท จิตเป็นภวังค์ แต่ถ้าไม่ใช่หลับสนิทแล้ว ที่บอกว่าตื่น ก็มีจิตประเภทอื่นเกิดขึ้นเป็นไป มีเห็น มีได้ยิน มีการคิดนึก ซึ่งก็คือ ธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย เป็นต้น ในประเด็นเรื่องนอนไม่หลับ สำหรับผู้ที่เห็นประโยชน์ของพระธรรมแล้ว จะได้มีโอกาส ฟังพระธรรมเพิ่มขึ้น จะได้เข้าใจพระธรรมมากขึ้น แต่ต้องเป็นการฟังพระธรรมที่ถูกต้องเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เป็นความเห็นของผู้ใดผู้หนึ่ง เพาะจะเป็นการเพิ่มความเห็นผิด
ธรรมะ ทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เมื่อทำดีที่สุดแล้ว ผลจะเป็นอย่างไร ก็ต้องเป็นไปตามนั้น
   ถ้าเราไปหาวิธีแก้ความเครียดด้วยวิธีต่างๆ เช่นการพยายามนั่งสมาธิเพื่อให้สงบ ก็อาจดูเหมือนว่าได้ผล เพราะขณะนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องที่จะทำให้เครียด แต่พอเลิกทำก็เครียดเหมือนเดิม ก็ลองพิจารณาว่า สิ่งที่ทำนั้น ปัญญาเจริญขึ้น หรือว่ามีแต่ความผิดปกติมากขึ้น หยุดสิ่งนั้นก่อน เพราะไม่ใช่เหตุที่ทำให้ปัญญาเจริญ ปัญญาเกิดจากการฟังพระธรรมให้เข้าใจก่อน ถ้าเข้าใจถูกปฏิบัติก็ถูก ปฏิบัติที่ถูกต้อง ย่อมไม่ผิดปรกติในชีวิตประจำวัน.

Related posts

วิปัสสนาญาณ

ถ้าไม่ศึกษาก็ไม่เห็นวิกฤต

( วีระ วศินวรรธนะ )