วิปัสสนาญาณ

วิปัสสนาญาณ

บางท่านเข้าใจว่า ขณะที่กำลังระลึกรู้ พิจารณาสังเกตรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม และคิดว่ารู้ชัดแล้วนั้นเป็นนามรูปปริจเฉทญาณแล้ว ที่เข้าใจอย่างนี้เพราะยังไม่รู้ว่า วิปัสสนาญาณต้องเกิดขึ้น ปรากฏโดยความเป็นอนัตตา เช่นเดียวกับนามธรรมอื่นๆ และการประจักษ์ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม สืบต่อกันทางมโนทวาร โดยลักษณะที่ทวารอื่นเสมือนถูกมโนทวารปิดบังไว้ โดยนัยตรงกันข้ามกับ ขณะที่วิปัสสนาญาณไม่เกิด ซึ่งแม้มโนทวารวิถีจิตเกิดคั่นปัญจทวารวิถีจิตทุกวาระ แต่มโนทวารวิถีจิตก็ไม่ปรากฏ เพราะอารมณ์ของปัญจทวารวิถีจิตปิดบังไว้
      บางท่านคิดว่า ขณะที่พิจารณารู้ว่านามนี้เกิดจากรูปนี้ รูปนั้นเกิดจากนามนั้น จนเข้าใจแล้วนั้นเป็นวิปัสสนาญาณ คือ ปัจจยปริคคหญาณ แต่เมื่อนามรูปปริจเฉญาณยังไม่เกิด วิปัสสนาญาณอื่นๆ ก็เกิดไม่ได้ และเมื่อนามรูปปริจเฉทญาณเกิดแล้ว จะไม่เข้าใจผิดเลยว่า ขณะที่ไม่ใช่วิปัสสนาญาณนั้นเป็นวิปัสสนาญาณ ผู้ที่วิปัสสนาญาณเกิดแล้วย่อมรู้ความเป็นอนัตตาของวิปัสสนาญาณว่า วิปัสสนาญาณจะเกิดขึ้นตามที่มัคค์มีองค์ ๘ (ปกติมีองค์ ๕) ปรุงแต่งไปจนถึงความสมบูรณ์ของวิปัสสนาญาณนั้นๆ วิปัสสนาญาณนั้นๆ จึงเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ฉะนั้นจึงเป็นผู้อบรมเจริญเหตุ คือ สติปัฏฐาน ระลึกศึกษาพิจารณา สังเกต รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม เป็นปกติต่อไปเรื่อยๆ เพิ่มขึ้น ละเอียดขึ้น 
   บางท่านคิดว่า เมื่อสัมมสนญาณเกิดขึ้นนั้น จะเห็นนามธรรมเกิดขึ้นและดับไปเป็นดวงๆ ต่อๆ กัน นามธรรมไม่ใช่รูปธรรม เมื่อไม่รู้ลักษณะของนามธรรม ซึ่งเป็นธาตุรู้ เพราะไม่ได้อบรมเจริญสติปัฏฐาน ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมแต่ละประเภท ก็คิดว่านามธรรมที่เกิดดับนั้น มีลักษณะเหมือนกับรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ที่ใจร้อนอยากจะให้วิปัสสนาญาณเกิดเร็วๆ นั้น ย่อมพยามยามทำอย่างอื่น แทนการระลึกพิจารณาสังเกตลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม ที่เกิดขึ้นปรากฏตามเหตุปัจจัยตามความเป็นจริง แต่ไม่มีทางจะเร่งรัดปัญญาได้เลย
วิปัสสนาญาณเป็นเรื่องของปัญญาที่แทงตลอดสภาพธัมมะ แต่ละขั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไกล แต่ก่อนจะถึงวิปัสสนาญาณ ก็ต้องอบรมสติปัฏฐาน บ่อยๆ เนืองๆ เป็นปกติในชีวิตประจำวัน และก่อนจะถึงสติเกิดเป็นปกติก็ต้องสติเกิดบ้าง เล็กๆน้อยๆ และก่อนที่สติจะเกิดเล็กๆน้อยๆ ก็ต้องอบรมปัญญาขั้นการฟังจนเป็นสัจญาณคือ ปัญญาที่มั่นคงว่าสภาพธรรมะ มีในขณะนี้  และก่อนที่สัจญาณจะมั่นคงก็ต้องเริ่มฟังตั้งแต่เบื้องต้นว่าธรรมะคืออะไร ปัญญาจะต้องรู้อะไรขณะนี้ ดังนั้นเราจะต้องรู้ตัวเองว่าเราอยู่ในระดับไหน และที่สำคัญ ปัญญาเป็นสภาพธรรมที่เจริญช้า จึงต้องอาศัยการอบรมทีละเล็ก ทีละน้อย อย่าเพิ่งไปไกล และที่สำคัญในเรื่องสติปัฏฐานที่ลืมไม่ได้คือ ขณะที่รู้ชื่อธรรมะ ขณะนั้นไม่ได้รู้ลักษณะของสภาพธรรมะ
      เหตุที่จะอบรมปัญญาให้ค่อยๆ เจริญขึ้นได้นั้น มีหนทางเดียว คือสติปัฏฐานตามปกติในชีวิตประจำวันเท่านั้น ถ้าทำอย่างอื่นที่ผิดไปจากนี้ ก็แน่นอนที่ผลต้องผิดไปตามเหตุที่ผิดด้วย การปฏิบัติผิดนั้น เกิดจากการหวังผลอย่างรวดเร็วเพราะไม่เข้าใจหนทางปฏิบัติที่ถูก โลภมูลจิตที่เกิดร่วมกับความเห็นผิดจึงเป็นมิจฉามัคค์ ที่นำไปสู่มิจฉาวิมุตติ คือการพ้นอย่างผิดๆ เพราะไม่ใช่การพ้นจากกิเลสอย่างถูกต้อง แต่ก็เข้าใจผิดว่าพ้นจากกิเลสแล้ว.

Related posts

ถ้าไม่ศึกษาก็ไม่เห็นวิกฤต

( วีระ วศินวรรธนะ )

เข้าใจทุกข์ชีวิตก็สุขขึ้น