สมถภาวนาไม่ใช่การทำสมาธิ
สมาธิเป็นสภาพธรรมที่ตั้งมั่น ในอารมณ์ซึ่งได้แก่ เอกัคคตา เจตสิก ที่เกิดกับจิตทุกดวง เมื่อจิตฝักใฝ่ อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนานๆ ลักษณะของ เอกัคคตาเจตสิกที่ปรากฏ เป็นสมาธิ คือ ตั้งมั่นแน่วแน่อยู ่ที่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เพียงอารมณ์ เดียวเอกัคคตา เจตสิกที่เกิดกับอกุศลจิต เป็นมิจฉาสมาธิ เอกัคคตา เจตสิกที่กิดกับกุศลจิตเป็นสัมมาสมาธิ
การทำสมาธิให้จิตจดจ่อที่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนานๆนั้น เมื่อ ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็เป็นมิจฉาสมาธิเพราะขณะนั้น เป็นความ พอใจที่จะให้จิตตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ที่อารมณ์เดียว เมื่อปราศจากปัญญา ก็ไม่สามารถรู้ความต่างกันของโลภมูลจิต และกุศลจิต เพราะ โลภมูลจิต และกามาวจรกุศลจิต มีเวทนาประเภทเดียวกันเกิดร่วมด้วย คือ
โลภมูลจิต ๘ ดวง มีอุเบกขา เวทนา เกิดร่วมด้วย ๔ ดวง มีโสมนัส เวทนาเกิดร่วมด้วย ๔ ดวง
กามาวจรกุศลจิต ๘ ดวง มีอุเบกขาเวทนาเกิดร่วมด้วย ๔ ดวง มีโสมนัสเวทนาเกิดร่วมด้วย ๔ ดวง
ฉะนั้นขณะใดที่อุเบกขา เวทนา เกิดขึ้นหรือโสมนัส เวทนา เกิดขึ้น จึงยากที่จะรู้ว่าจิตที่ไม่สุขไม่ทุกข์ไม่ เดือดร้อนหรือขณะที่โสมนัสยินดี เป็นสุขนั้นเป็นโลภมูลจิตหรือเป็นมหากุศลจิต ความต่างกันของโลภมูลจิต ๘ ดวงและมหากุศลจิต ๘ ดวงคือ โลภมูลจิตมีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย มหากุศลจิตมีโสภณเจตสิก เกิดร่วมด้วย อกุศล เจตสิกที่แสดงความต่างกันของโลภมูลจิตและมหากุศลจิตคือมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดและโสภณเจตสิกที่แสดงความ ต่างกันของกุศลจิตและโลภมูลจิต คือ สัมมาทิฏฐิซึ่ง เป็นปัญญาเจตสิก ฉะนั้นความต่างกันของโลภมูลจิต ๘ ดวง และมหากุศล ๘ ดวง คือ
โลภมูลจิต ๘ ดวงเกิดร่วมกับทิฏฐิเจตสิก ๔ ดวงไม่เกิดร่วม กับทิฏฐิเจตสิก ๔ ดวง
มหากุศลจิต ๘ ดวง เกิดร่วมกับปัญญาเจตสิก ๔ ดวงไม่เกิด ร่วมกับปัญญาเจตสิก ๔ ดวง
ฉะนั้น ผู้ที่จะเจริญสมถภาวนาจึงต้องรู้ความต่างกันของโลภมูลจิต และ กุศลจิต มิฉะนั้นก็จะทำสมาธิด้วยโลภมูลจิต เป็นมิจฉาสมาธิ เมื่อไม่ประกอบด้วยปัญญา ส่วนใหญ่ผู้ที่ทำสมาธิไม่ต้องการให้จิตวุ่นวายเดือดร้อนกังวล ไปกับเรื่องราวต่างๆ พอใจที่จะให้จิตตั้งมั่นอยู่ที่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง โดยไม่รู้ว่า ขณะที่กำลังต้องการให้จิตจดจ่อที่อารมณ์ที่ต้องการ นั้นไม่ใช่มหากุศลญาณสัมปยุตต์
การเจริญสมถภาวนาเป็นการเจริญมหากุศลญาณสัมปยุตต์ ผู้ที่จะเจริญสมถภาวนาต้องเป็นผู้มีปัญญา เห็นโทษของอกุศล ทั้งโลภะและโทสะไม่ใช่ เห็นแต่โทษของโทสมูลจิตซึ่ง เป็นความกังวลใจ เดือดร้อนใจต่างๆ เท่านั้น ผู้ที่ไม่รู้จักกิเลส และไม่เห็นโทษของ โลภะ ย่อมไม่เจริญสมถภาวนา ฉะนั้น ผู้ที่เจริญสมถภาวนาจึงเป็นผู้ตรง มีปัญญาเห็นโทษของโลภะและมีสติสัมปชัญญะรู้ขณะที่ต่างกัน ของโลภมูลจิตและมหากุศลญาณสัมปยุตตจิต จึงจะเจริญมหากุศล ญาณสัมปยุตต์ เพิ่มขึ้นๆจนอกุศลจิตไม่ เกิดแทรกคั่นได้ จนกว่าจะ เป็นอุปจารสมาธิ แล้วบรรลุอัปปนาสมาธิ คือ ปฐมฌานกุศลจิตประกอบ ด้วยองค์ฌาน ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา