Home » สภาวะ

สภาวะ

( Somboon )

by Pakawa

สภาพธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงๆ นั้นเป็นปรมัตถธรรม และ เป็นอภิธรรม เพราะเหตุว่าเป็นการกล่าวถึงเรื่องสภาพธรรมทั้งหมด โดยละเอียดยิ่ง ที่ปฏิเสธความเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลอย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาสภาพธรรมได้

สภาวะ

คำว่า สภาว เป็นคำภาษาบาลี (อ่านออกเสียงว่า สะ-พา-วะ) เขียนเป็นไทยได้ว่า สภาพ หมายถึง สิ่งที่มีจริงๆ มีความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริง นั้นๆ เช่น เห็น มีจริงๆ มีความเป็นจริงของเห็น ได้ยินมีจริงๆ มีความเป็นจริงของได้ยิน ความไม่รู้ มีจริงๆ มีความเป็นจริงของความไม่รู้ โทสะ ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ มีจริงๆ มีความเป็นจริงของโทสะ เป็นต้น ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น กล่าวโดยรวมได้ว่า เป็นสภาพธรรม หรือ สภาวธรรม ซึ่งก็คือ สิ่งที่มีจริงๆ ที่เป็นจริงอย่างนั้น ทรงไว้ซึ่งความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริง นั้นๆ ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ ตัวอย่างของสภาพธรรมที่มีจริง
ตัวอย่าง โทสะ ข้อความใน อัฏฐสาลินี อรรถกถา พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณีปกรณ์ มีว่า. ที่ชื่อว่า โทสะ โดยความหมายที่เป็นธรรมที่ประทุษร้าย หรือ เป็นเหตุให้ประทุษร้าย โทสะ นั้น มีความดุร้าย เป็นลักษณะ ราวกับอสรพิษที่ถูกตี
ก่อนการศึกษาพระธรรมยังไม่ได้เข้าใจ จนกระทั่งได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ จึงเริ่มที่จะเข้าใจพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียดโดยประการทั้งปวง โดยคำหรือพยัญชนะต่างๆ เพื่ออนุเคราะห์เกื้อกูลสัตว์โลกให้มีความเข้าใจถูกเห็นถูกตามความเป็นจริง แม้แต่คำว่าสภาพธรรม หรือ สภาวธรรม ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นคำที่ใช้แทนกันได้ เป็นไปเพื่อความเข้าใจถูก มีความหมายครอบคลุมถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ได้แก่ จิต (สภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์) เจตสิก (สภาพธรรมที่เกิดประกอบพร้อมกับจิต) รูป (สภาพธรรมที่ไม่รู้อะไร) และ นิพพาน (สภาพธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับ) มีลักษณะเฉพาะของตนๆ เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ไม่พ้นไปจากนามธรรม และ รูปธรรม นามธรรมและรูปธรรม เป็นสภาพธรรม หรือ เป็นสภาวธรรม ที่มีจริง ซึ่งก็คือ สิ่งที่มีจริงอย่างนั้น สภาพที่เป็นจริง เป็นจริงอย่างไร ก็เป็นจริงอย่างนั้น ทรงสภาพความเป็นจริงของแต่ละธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง หาความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน ไม่ได้
สิ่งใดที่มีจริง ซึ่งดูเหมือนธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่ธรรม คือ ธรรมดาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ทั้งหมด ตั้งแต่เกิดมามีใคร มีอะไรบ้าง นอกจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก เมื่อวานนี้ ปีก่อน หรือเมื่อใดชาติไหนก็ตาม แต่จะพ้นจาก ๖ ทางนี้ไม่ได้เลย เพราะมีตา จึงเห็น มีหู จึงได้ยิน มีจมูก จึงได้กลิ่น มีลิ้นจึงลิ้มรส มีกายจึงกระทบสัมผัสสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วใจก็คิดนึกถึงแต่เรื่องที่เห็น คิดถึงเรื่องที่ได้ยิน คิดถึงกลิ่น คิดถึงรส คิดถึงสิ่งที่กระทบสัมผัสกาย นี่คือ ความเป็นจริง
สภาพธรรม เป็นสิ่งที่มีจริงนั้น ก็เป็นปรมัตถธรรม หมายความว่าไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพนั้นได้ แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าพระองค์จะไปแก้ไข เปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมนั้นๆ ได้ แต่ได้ทรงตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงอย่างไร ก็ทรงแสดงอย่างนั้นตามความเป็นจริง บุคคลผู้ที่เข้าใจธรรมก็จะรู้ว่า สภาพธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงๆ นั้นเป็นปรมัตถธรรม และ เป็นอภิธรรมด้วย เพราะเหตุว่าเป็นการกล่าวถึงเรื่องสภาพธรรมทั้งหมด โดยละเอียดยิ่ง ที่ปฏิเสธความเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลอย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาสภาพธรรมได้เลย สภาพธรรมใดที่เกิดขึ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เหตุปัจจัยที่ทำให้สภาพธรรมในขณะนั้นเกิดขึ้นเป็นไปทุกๆ ขณะ ด้วยเหตุนี้ หัวใจของพระพุทธศาสนา คือ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครสามารถดลบันดาลได้.

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00