บารมี

บารมีทุกบารมีจะขาดปัญญาไม่ได้ บารมี สามารถอบรมเจริญได้ในชีวิตประจำวัน โดยที่ไม่มีตัวตนที่ไปทำหรือไปสร้าง แต่เป็นความน้อมไปในทางที่เป็นกุศลยิ่งขึ้น แม้แต่ในขณะที่ฟังพระธรรมด้วยความอดทนด้วยความตั้งใจ เพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกจริง ๆ

บารมี

บารมี โดยความหมาย คือ ธรรมที่ทำให้ถึงฝั่ง ฝั่งนี้ที่เราอยู่คือ ฝั่งของกิเลสหรือฝั่งของสภาพธรรมที่เป็นตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ฝั่งของสังสารวัฏฏ์ ที่มีการเวียนว่ายตายเกิด แต่มีอีกฝั่งหนึ่ง คือฝั่งที่ไม่มีกิเลส ฝั่งที่ไม่มีการเกิดขึ้นของสภาพธรรมที่ทำให้ทุกข์ ฝั่งที่ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด และไม่มีการเกิดขึ้นของสภาพธรรมเลย อันเป็นฝั่งที่เกษม คือพระนิพพาน เป็นอีกฝั่งหนึ่ง ดังนั้น บารมี คือธรรมที่เป็นคุณธรรมที่ทำให้ถึงฝั่งคือ พระนิพพาน บารมีจึงเปรียบเหมือนเรือที่พาไปถึงฝั่งได้ แต่ฝั่งตรงข้ามนั้นมหาสมุทร ทะเลกว้างใหญ่ และภัยในมหาสมุทรก็มีมากมาย ทั้งน้ำวน สัตว์ร้าย ลมทะเล พายุ นั่นก็คือ หมู่กิเลสต่าง ๆ ที่เป็นภัยของการข้ามฝั่ง นั่นเอง บารมี มีความหมายดังนี้
๑. บารมี หมายถึง คุณธรรมที่ทำให้ถึงฝั่ง คือ พระนิพพาน บารมีย่อมผูก ย่อมประกอบสัตว์ทั้งหลายไว้ในพระนิพพานนั้น หรือบารมีย่อมไป ย่อมถึง ย่อมบรรลุถึงพระนิพพาน
๒. คุณธรรม ๑๐ ประการ ที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญ ชื่อว่า บารมี นั่นคือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา ๑๐ ประการนี้ ที่พระองค์ทรงกระทำชื่อว่า บารมี
๓. บารมี คือ ธรรมที่ขัดเกลาสัตว์อื่นให้หมดจดจากมลทินคือกิเลส
จะเห็นได้ว่า บารมี เป็นคุณธรรมที่ทำให้ถึงการดับกิเลสและพระนิพพาน จึงเป็นเรื่องยากยิ่งในการเจริญบารมี เพราะเป็นเรื่องของการทวนกระแสของกิเลส ที่สะสมมามากและเป็นเรื่องการเจริญอบรมคุณธรรมอย่างยาวนาน นั่นเอง
การจะเป็นบารมีได้นั้น จะต้องเป็นเรื่องของปัญญาที่มีความเห็นถูก ที่เห็นโทษของกิเลส เห็นโทษของสังสารวัฏฏ์ จึงมีปัญญาความเห็นถูก ที่จะเจริญกุศลประการต่างๆ อันเป็นไปเพื่อละกิเลส และถึงการไม่เกิดอีก กุศลที่เจริญนั้น จึงจะเป็นบารมี ถ้าไม่มีปัญญา ความเห็นถูก กุศลที่เจริญ จะเป็นบารมีไม่ได้เลย เพราะไม่เป็นไปเพื่อถึงฝั่งคือการดับกิเลส ดังนั้น ปัญญา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่แสดงถึงความเป็นบารมี
ดังนั้น ถ้าไม่มีบารมี คือคุณธรรมประการต่างๆ ก็ไม่สามารถที่จะดับกิเลส ละกิเลสได้ เพราะธรรมที่เป็นกิเลส จะละได้ ก็ด้วยความดี อันมีปัญญาเป็นสำคัญจึงจำเป็นที่จะต้องมีบารมี คุณธรรมประการต่าง ๆ ซึ่งบารมีแต่ละอย่างจะเจริญได้ก็ด้วยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม เพราะเหตุว่า การฟังธรรมศึกษาพระธรรม เป็นเหตุนำมาซึ่งปัญญา เมื่อมีปัญญาแล้ว ปัญญาเป็นหัวหน้าของกุศลธรรมทั้งหลาย ความหมายคือ เมื่อมีปัญญา กุศลประการต่างๆ ก็เจริญตามมากขึ้นด้วย เพราะอาศัยปัญญา ความเห็นถูก ย่อมคิดถูก ก็เป็นปัจจัยให้เจริญกุศล ในขั้นทาน ที่เป็นทานบารมี เจริญกุศลขั้นศีล ที่เป็นศีลบารมี เจริญกุศล ประการต่าง ๆ เนกขัมมะ วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา ที่เป็นคุณธรรมที่จะทำให้ถึงการดับกิเลสได้
สิ่งที่มีจริง ๆ เป็นธรรมแม้แต่บารมีประการต่าง ๆ ก็ไม่พ้นไปจากธรรม สามารถอบรมเจริญได้ในชีวิตประจำวัน การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ต้องเป็นผู้มีความละเอียดรอบคอบไตร่ตรอง พิจารณาในเหตุในผลของธรรมที่ได้ยินได้ฟัง เมื่อได้ยินคำอะไร ก็ควรที่จะได้เข้าใจให้ถูกต้อง บารมี คือคุณความดีทุกอย่างทุกประการ เป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส เป็นธรรมที่จะทำให้ถึงซึ่งฝั่งคือการดับกิเลส เมื่อกล่าวโดยสภาพธรรมแล้ว ได้แก่ สภาพจิตที่ดีงามที่ประกอบด้วยโสภณเจตสิกประการต่าง ๆ นั้นเอง ไม่ว่าจะเป็น ทาน (การสละวัตถุสิ่งของเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น), ศีล (การสำรวมกาย วาจา ให้เป็นปกติ ไม่กระทำทุจริตกรรม), เนกขัมมะ (การออกจากกาม ออกจากอกุศล), ปัญญา (ความเข้าใจถูกเห็นถูก), วิริยะ (ความเพียรในทางที่เป็นกุศล), ขันติ (ความอดทนต่อสภาพธรรมที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา), สัจจะ (ความจริงใจในการเจริญกุศล), อธิษฐานะ (ความตั้งใจมั่น ความมั่นคงในการเจริญกุศล), เมตตา (ความเป็นมิตร เป็นเพื่อน หวังดีต่อผู้อื่น), อุเบกขา (ความเป็นกลางไม่หวั่นไหวไปด้วยอำนาจของอกุศล) ล้วนเป็นความดีที่ควรอบรมเจริญเป็นอย่างยิ่ง ประการที่สำคัญ บารมีทุกบารมีจะขาดปัญญาไม่ได้เลย บารมี สามารถอบรมเจริญได้ในชีวิตประจำวัน โดยที่ไม่มีตัวตนที่ไปทำหรือไปสร้าง แต่เป็นความน้อมไปในทางที่เป็นกุศลยิ่งขึ้น แม้แต่ในขณะที่ฟังพระธรรมด้วยความอดทนด้วยความตั้งใจ เพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกจริง ๆ ก็เป็นบารมี ที่เป็นไปเพื่อขัดเกลาอวิชชา (ความไม่รู้), มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) รวมถึงกิเลสประการอื่น ๆ ด้วย เพราะกิเลส เป็นธรรมที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง เป็นเหตุทำให้สัตว์โลกวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏ์อย่างไม่มีวันจบสิ้น
วันหนึ่ง ๆ อกุศลจิตเกิดมาก ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม และในขณะที่อกุศลจิตเกิดนั้น มีกิเลสเกิดขึ้นร่วมด้วยเสมอ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในวันนี้วันเดียว ในวันก่อน ๆ ในชาติก่อน ก็เป็นอย่างนี้ คือ มีอกุศลจิตเกิดมาก สะสมอกุศลมามาก ดังนั้นสิ่งที่จะต้องขัดเกลาซึ่งเป็นอกุศลนี้จึงมีมากอย่างยิ่ง ถ้าไม่ได้ขัดเกลาไปทีละเล็กทีละน้อยแล้ว จะถึงซึ่งฝั่งของการดับกิเลสได้อย่างไร และการที่จะดับได้นั้น ก็ต่อเมื่อปัญญาเจริญขึ้นรู้ความจริง เพราะเมื่อปัญญาเจริญขึ้นก็จะอุปการะเกื้อกูลให้กุศลธรรมประการอื่น ๆ เจริญขึ้นตามระดับของปัญญา และปัญญาก็เป็นบารมีประการหนึ่งที่ควรอบรมเจริญในชีวิตประจำวัน.

ธรรม
ประจำวันนี้ จากพระไตรปิฎก

เญยยธรรม
แปลว่า ธรรมที่พวกเราควรรู้ เป็นอย่างยิ่ง มี ๕ ประการ
เมื่อวาน พูดไปแล้ว ๒ ประการ คือ

๑.สังขาร ในขันธ์ ๕ มี ๕๐
๒.วิการรูป มี ๕

๓.ลักขณรูป ๔
คือลักษณะอาการ ๔ ประการ ที่แสดงความเป็นไป ตั้งแต่เกิดจนดับ คือ อายุของ รูปปรมัตถ์ ตามความเป็นจริง มี ๔ รูป คือ

๑.อุปจายรูป
คือ การก่อตัว ระยะแรก เป็นการเกิดขึ้นของรูป
๒.สันตติรูป
คือ ความเจริญขึ้นและการวสืบต่อเนื่อง เก่าตายใหม่มา ไม่มีการขาดสาย ดำรงค์อยู่ ต่อ ต่อ ไป
๓.ชรตารูป
คือ ความแก่ หรือความทรุดโทรม ซึ่งทำงานอยู่ตลอดเวลา ตลอดอายุขัย
แสดงความเสื่อมสภาพของรูป ร่วงโรย ทรุดโทรม รอวัน แตกสบาย

๔.อนิจตารูป
คือ ความแตกดับ ความสิ้นสุด เป็น รูป ที่แสดงความกับไป สลายตัว

เญยยธรรม
ข้อที่ ๔ นิพพาน
คือ ธรรมชาติที่พ้นไปจาก ขันธ์ ๕ คือ ไม่มีขันธ์ ๕ อีกต่อไป

เญยยธรรม
ข้อที่ ๕ บัญญัติ
คือ สมมุติ ทุกอย่างรอบตัว สมมุติ ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เช่น

สัททบัญญัติ
คือ บัญญัติ คือ สมมุติสัจจะ คือ เป็นความจริงตามสมมุติ ไม่ใช่ ปรมัตถ์

เช่น การแต่งตั้ง ชื่อต่างๆ ภาษาต่างๆ เพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า หมายถึง อะไร

เอรรถบัญญัติ
คือ เนื้อความต่างๆ เนื้อหาสาระของบทความ ทั้งหมดนี้ คือการสมมุติ ขึ้นมา เพื่อความเข้าใจ ตรงกัน

Related posts

สิ่งที่ควรให้เจริญขึ้น

สติและปัญญาในพุทธศาสนา

แทนคุณด้วยความดี