ธรรมสวัสดี..16/2569
ธัมมทัสสนะวันนี้ ยังคงเป็นความเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหลักธรรมต่างๆของพระพุทธศาสนา
โดยก่อนหน้านั้น ผมได้จำแนก ‘หลักธรรมของพระพุทธศาสนา’ ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ
[1] ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ คือ
ความจริงของสิ่งทั้งหลายที่ต้องเมีความเปลี่ยนแปลงเป็นไป
ตามกฏธรรมชาติ คือ เป็นไปตามกระบวนการของเหตุและผล
ซึ่งทรงเรียกว่า ‘อิทัปปัจจยตาและทรงแสดงความสัมพันธ์ด้วยกระบวนการปฏิจจสมุปบาท’
โดยทรงสังเคราะห์ธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้นลงเป็น ‘กฏไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ทุกจัง อนัตตา’ และ ‘อริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค’
แล้วจึงทรงนำธรรมที่ทรงตรัสรู้และสังเคราะห์ไว้นั้น ไปเผยแผ่และสอนแนะแก่ชาวโลกในรูปแบบต่างๆตามควรแก่สถานการณ์และจริต
เพื่อให้รู้และสามารถเข้าถึงธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้น
[2] ธรรมวินัย..ที่ทรงนำธรรมที่ทรงตรัสรู้มาเปิดเผย เผยแผ่ สอนแนะให้นำไปศึกษาและปฏิบัติตาม
ทั้งนี้ หลักธรรมทั้งหลายที่แสดงถึงวิธีปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์นั้น ก็สงเคราะห์ลงได้เพียง 2 ประเภท คือ (1) สอนให้รู้จักทุกข์ของชีวิตตามเป็นจริง และ (2) สอนเครื่องมือเพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาชีวิตให้พ้นทุกข์ได้ด้วยตนเอง
เครื่องมือที่ใช้แก้ปัญหาชีวิตตามหลักธรรมวินัยนี้ ก็คือ ‘มรรค’ ของอริยสัจเพื่อทำนิโรธให้แจ้งนั่นเอง
มรรคในอริยสัจดังกล่าว เป็นไปเพื่อเรียนรู้ความจริงของปัญหาของชีวิตคือ ทุกข์ที่เกิดทางกายและทางใจ + เหตุแห่งทุกข์และวิธีดับทุกข์ให้สิ้นเชื้อ
ถามว่า..รู้ความจริงของทุกข์ตามความเป็นจริง นั้น..รู้อะไร?
ตอบว่า..รู้และเข้าใจในความเป็นไปตามกฏธรรมชาติของชีวิต ที่ต้องมีความเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
อันเป็นทุกข์ของชีวิตที่ต้องรู้ทัน และไม่หลงผิดไปฝืนกระแสเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้(หลงผิดเข้าไปยึดมั่นถือมั่น = อุปาทานขันธ์)
อ้นเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ทั้งทางกายและใจ รวมทั้งยังเป็นชีวิตที่ต้องวนเวียนอยู่ในวงจรของทุกขสัจจ์(คือ สังสารวัฏที่ยังต้องมีเกิด แก่ และตาย ซึ่งก็คือ ชีวิตที่ต้องเป็นไปตามไตรลักษณ์)
หรือสรุปทางธรรมได้ว่า
เป็นการกำหนดรู้และเข้าใจชีวิตที่ต้องเป็นไปตามกระบวนการเของทุกขสัจจ์(ทุกข์และเหตุแห่งทุกข์)ตามวงจรปฏิจ จสมุปบาท..นั่นเอง
เมื่อได้กำหนดรู้และเข้าใจชัดแจ้งถึงกระบวน การเกิดทุกข์ของชีวิตและเหตุแห่งทุกข์แล้ว
ก็จะสามารถรู้วิธีการดับทุกข์หรือตัดวงจรของกระบวนการเกิดทุกข์ได้ คือ การดับสาเหตุของทุกข์!!
ซึ่งก็คือ การบำเพ็ญเพียรด้วยมรรคมีองค์ 8
โดยสงเคราะห์เป็นภาคปฏิบัติของ ‘ไตรสิกขา 3 ได้แก่ ศีลภาวนา สมาธิภาวนา(จิตตภาวนา) และปัญญาภาวนา’
โดยเป็นไปเพื่อการชำระจิตใจ..ให้สะอาดขาวรอบ มีความบริสุทธิ์ผ่องใส
..ปราศจากกิเลสสิ้นเชิง
ถามว่า..
ธรรมปัจจัยใดที่เป็นเครื่องมือทำความสะอาดจิตใจให้ปลอดจากกิเลส ระหว่าง ศีล สมาธิ และปัญญา?
ตอบว่า..
ทั้งสามสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญาล้วนเป็นเครื่องมือชำระล้างกิเลสให้ออกไปจากใจทั้งสิ้น
ต่างกันเพียงขีดความสามารถในการชำระล้างเท่านั้น
โดยที่ศีล..เป็นเครื่องมือป้องกันมิให้กิเลสหยาบล้นออกจากใจ..ทางกายและวาจา
ในขณะเดียวกัน ก็เป็นเครื่องป้องกันมิให้กิเลสใหม่ๆมีโอกาสพอกพูนเพิ่มขึ้นจากการสำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง 5 ด้วยสติ
ส่วนสมาธินั้น..เป็นเครื่องมือจัดการกิเลสนิวรณ์ทั้ง 5 ซึ่งจัดเป็นกิเลสระดับปานกลาง
รวมทั้งยังสามารถควบ คุมอนุสัยกิเลส(กิเลสละเอียด)ได้ด้วย
ด้วยการอาศัยกำลังสมาธินั้นเป็นปัจจัยควบ คุม(กดข่ม)ทั้งกิเลสนิวรณ์และอนุสัยกิเลสให้สงบนิ่งอยู่ในที่จองจำ ณ ก้นบึ้งของจิตใจ
อุปมา..สมาธิเป็นเครื่องมือแยกสิ่งเจือปน(กิเลส) ออกจากน้ำ(จิต)..ให้ตกตะกอนนอนก้นภาชนะ (จิตใจส่วนลึก)
ทำให้น้ำหรือจิตที่ปลอดจากสิ่งเจือปนหรือกิเลสนั้น..มีความใสสะอาดชั่วคราวที่เรียกว่า ‘จิตประภัสสร’
แต่หากสมาธิคลายตัวเมื่อใด กิเลสก็จะฟุ้งขึ้นมาปรุงแต่งจิตได้เช่นเดิม
สำหรับเครื่องมือสุดท้าย คือ ‘ปัญญา’ นั้น จัดเป็นอาวุธขั้นประหารทำลายกิเลสทุกชนิดให้สิ้นไปจากจิตใจได้สำเร็จ
เป็นจิตที่มีแต่ความบริสุทธิ์ ใสสะอาด สว่าง สงบ แต่ตื่นรู้ตลอดเวลา เรียกว่า ‘จิตตวิสุทธิ์’ หรือเป็นสภาวะจิตที่เรียกว่า ‘นิพพาน’ คือ ไม่มีเกิด ไม่มีดับตลอดกาล
จึงสรุปได้ว่า
การขจัดกิเลสให้ออกไปจากจิตใจนั้นจะประสบความสำเร็จขั้นเด็ดขาดได้นั้นต้องใช้ ‘ปัญญา’
ที่เป็นปัญญาขั้น ‘โลกุตตระหรือปัญญาขั้นญาณ’ คือสามารถรู้แจ้งเห็นจริง ได้ถูกต้องตรงตามเป็นจริง(หยั่งรู้)ด้วยตนเอง
ซึ่งเป็นปัญญาประเภท ‘ภาวนามยปัญญา..หรือวิปัสสนาปัญญา’ หรือปัญญาภาวนา..ซึ่งก็คือ ‘ปฏิเวธสัทธรรม’ ตามนัยของสัทธรรม 3 นั่นเอง
ต่อไปจะเข้าสู่คำถามสุดท้ายที่ถามว่า ‘อิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา’ เข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับไตรสิกขาหรือมรรคมีองค์ 8 อย่างไร?
ตอบว่า..
ภาคปฏิบัติของมรรคมีองค์ 8 นั้นก็คือ ‘ไตรสิกขา’ ที่ต้องนำมาปฏิบัติธรรมแบบองค์รวม (มัคคสมังคี)
อธิบายนัยของ ‘มัคคสมังคี’ ของไตรสิกขาได้ว่า
เป็นการปฏิบัติได้ 2 รูปแบบๆใดรูปแบบหนึ่งให้เลือกปฏิบัติดังต่อไปนี้
#1. ปฏิบัติเป็นกระบวนการเป็นไปตามลำดับเริ่มจาก ศีลสังวร > เจริญสมาธิ > เจริญปัญญา
โดยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติแต่ละสิกขานั้นจนสุดทางก่อน
แล้วจึงเริ่มสิกขาถัดไป
..จนสิ้นสุดปลายทางที่ปัญญาสิกขา
เช่น หากเริ่มต้นด้วยการสมาทานปาฏิโมกข์ศีลมาเป็นวัตร
ก็มิได้หมายความว่า ต้องมุ่งบำเพ็ญเพียรอย่างยิ่งยวด เพื่อรักษาศีลได้บริสุทธิ์หมดจด 100% (เป็นอธิสีลสิกขา)เสียก่อน แล้วจึงเริ่มทำการเจริญสมาธิ
และเช่นเดียวกัน..เมื่อต้องเจริญสมาธิ ก็จะมุ่งมั่นให้ได้ ‘ฌานสมาบัติขั้นสูงสุด คือ จตุตถฌาน’ ก่อน แล้วจึงทำการเจริญปัญญาเป็นกระบวนการถัดไป
หากเป็นการปฏิบัติทีละสิกขาจนสุดปลายทางก่อนดังกล่าว
ก็ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติตามนัยของ ‘มัคคสมังคี’ เพราะจะเป็นการปฏิบัติด้วย ‘ตัณหา อุปาทาน’
ที่สุดโต่ง
หากเป็นศีลสิกขา..ก็จะเบี่ยงเบนไปเป็น ‘สีลัพพตปรามาสสังโยชน์’
หากเป็นการเจริญสมาธิ
..ก็จะสุดโต่งจนเกินขีดความสามารถ(เกิดความท้อแท้)หรือหลงติดเพลินในสุขอันเกิดจากสมาธิ (เกิดตัณหาอุปาทานในสุขอันเกิดจากสมาธิ)
แล้วมัคคมังคีอันควรแก่การปฏิบัติตามกระบวน การไตรสิกขาแบบแรกนี้เป็นอย่างไร?
คำตอบขอยกไปนำเสนอในตอนหน้า พร้อมกับรูปแบบของทางเลือกที่สองครับ.
**************
ดร. ยศพล สัจจะธีระกุล
11.03.69
“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต”
## 1. “ธรรม” ในที่นี้หมายถึง > **ความจริงของธรรมชาติ**
เช่น
* ทุกสิ่งเกิดจากเหตุปัจจัย
* ทุกสิ่งไม่เที่ยง
* ทุกสิ่งดับไปได้
* ไม่มีตัวตนถาวร
## 2. “เห็นตถาคต” หมายถึงอะไร
คำว่า **ตถาคต** ไม่ได้หมายถึง “ตัวบุคคลพระพุทธเจ้า”
แต่หมายถึง > ผู้ที่เข้าถึงความจริงของธรรมชาติอย่างสมบูรณ์
ดังนั้น“เห็นตถาคต”
จึงไม่ใช่การเห็นรูปร่างของพระพุทธเจ้า
แต่คือ > เห็นความจริงเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงเห็น
—
## 3. ความหมายที่แท้จริงของประโยคนี้
พระพุทธเจ้ากำลังบอกว่า > อย่ามองหาพระพุทธเจ้าในรูปกาย
แต่ให้เห็น **ธรรม** เพราะพระพุทธเจ้าคือ > ผู้ที่รู้แจ้งธรรม
เมื่อเราเห็นธรรม จึงเหมือนกับเห็นพระพุทธเจ้าโดยตรง
—
## 4. ตัวอย่าง
ถ้าคนหนึ่งเห็นชัดว่า
* ความสุขเกิดแล้วดับ
* ความทุกข์เกิดแล้วดับ
* ความคิดเกิดแล้วดับ
* ตัวตนก็เป็นเพียงกระแสของเหตุปัจจัย
ขณะนั้น เขากำลัง **เห็นธรรม**
และในขณะนั้นเอง เขากำลัง **เห็นตถาคต**
……………………………………..
พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ที่รูปปั้น
ไม่ได้อยู่ที่วัด
ไม่ได้อยู่ในประวัติศาสตร์
พระองค์อยู่ที่ **ความจริงของธรรมชาติ**
เมื่อใครเห็นความจริงนั้น > เขาก็ได้พบพระพุทธเจ้าแล้ว
**พระพุทธเจ้า = ธรรม**
ไม่ใช่บุคคล แต่เป็น **ความจริงของจักรวาลที่ถูกค้นพบ**
………………………………………………………….