( Somboon )
ชาวพุทธที่เรียกตัวเองว่านักปฎิบัติ ถ้าไม่มีความรู้เลยย่อมเข้าใจผิด เห็นผิด ปฎิบัติผิด ทำตามๆ กัน ซึ่งเป็นผลเสียอย่างมาก การจะทำอะไรก็ตามแม้ในทางโลก ยังต้องศึกษาเรียนรู้อย่างมากมาย จึงจะสามารถทำงานนั้นๆ ให้เป็นผลสำเร็จได้ ในทางธรรมมีความละเอียดลึกซึ้งยิ่งกว่ามากมายนัก ถ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจ แม้จะมีความพยายามเท่าไรก็ตาม ย่อมไม่สามารถยังผลที่ดีใดๆ ให้เกิดขึ้นได้เลย มีแต่ผลเสียที่ร้ายแรงคือ ความเห็นผิด
ความเข้าใจเรื่องสติ
ต้องเข้าใจคำว่าสติให้ชัดเจนว่าสติในทางพุทธศาสนานั้น คืออย่างไร ไม่ใช่ความหมายแบบที่ใช้กันในภาษาไทยทั่วไป ตามที่เข้าใจกัน ภาษาไทยนำเอาคำบาลีมาใช้หลายคำ แต่ความหมายไม่ตรงกับความหมายเดิม ถ้าเป็นผู้ไม่ละเอียดผิวเผิน ก็เข้าใจผิด และเกิดคำสอนที่ผิดตามมา ทำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติ ตามผิดไปด้วยซึ่งนอกจากจะไม่ได้ผลตามต้องการแล้ว ยังเข้าใจผิดคิดว่า ธรรมะอย่างหนึ่ง เป็นธรรมะอีกอย่างหนึ่ง ไม่ตรงตามความเป็นจริง
สติ เป็นสภาพธรรมที่มีจริงอย่างหนึ่ง ที่ใช้คำนี้แล้วก็แปลออกมาว่าเป็นสภาพที่ระลึกได้ แต่ต้องเป็นไปในกุศล เพราะว่าการคิดนึกของเรา คิดถึงอดีตได้ด้วยความเพลิดเพลิน หรือว่าด้วยความขุ่นข้อง ขณะนั้นเป็นลักษณะของเจตสิกที่ไม่ใช่สติเจตสิก แต่ถ้าสติเจตสิกเกิดขณะไหน จิตขณะนั้นเป็นโสภณ เป็นจิตที่ดี เป็นจิตที่ดีงาม เพราะฉะนั้นก็จะแยกจิต ที่ไม่ดีกับจิตที่ดี ถ้าจิตฝ่ายดีจะต้องมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วยหลายประเภท จึงสามารถที่จะเป็นโสภณจิตได้ ไม่ใช่เฉพาะสติเจตสิกเท่านั้น แต่เวลาที่จิตฝ่ายดีเกิดจะขาดสติเจตสิกไม่ได้เลย ตามกำลังว่าจิตขณะนั้นเป็นจิตประเภทไหน เป็นจิตประเภทฝ่ายดีขั้นทาน ขั้นศีลหรือขั้นฟังธรรม หรือขั้นเข้าใจธรรม หรือขั้นประจักษ์แจ้งของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นที่แปลว่าระลึก จริง ๆ แล้วภาษาไทยจะใช้คำที่ยากที่จะเข้าถึงลักษณะของสภาพธรรม หรือแม้แต่ภาษาหนึ่งภาษาใด นอกจากภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม แต่ต้องเป็นผู้ฟังที่เข้าถึงอรรถของคำนั้น ไม่ใช่เพียงแต่รู้ว่าคำนี้แปลว่าอะไร ถ้าเพียงรู้ว่าคำนี้แปลว่าอะไรอย่างสติ ถ้าแปลว่าระลึกแล้ว จะเข้าใจได้อย่างไรว่าขณะไหนเป็นสติ เพราะว่ามีการระลึกหลายอย่าง ถ้าเป็นสติก็คือขณะนั้นเกิดขึ้น ระลึกคือเป็นไปในทางที่เป็นกุศลทั้งหมด เป็นไปในทาน เป็นไปในศีล เป็นไปในความสงบของจิต เป็นไปในการอบรมเจริญปัญญา เช่น การฟังธรรมเข้าใจ ขณะนั้นสติเจตสิกก็เกิด ขณะที่แม้ไม่ได้ฟังแต่นึกถึงธรรมไตร่ตรองด้วยความเข้าใจ ขณะนั้นก็เป็นสติที่ใช้คำว่า “ระลึก” คือเป็นไปในกุศล หรือว่าในธรรมฝ่ายดีงาม แต่สติที่บอกว่าเป็นสติปัฏฐาน ใช้คำว่าระลึกเป็นไปในกาย ขณะนี้มีกาย เป็นไปในเวทนา ขณะนี้มีความรู้สึก เป็นไปในจิต ขณะนี้มีจิต เป็นไปในธรรม ขณะนี้มีธรรม ขณะที่ฟังเป็นสติขั้นฟัง หรือว่าเป็นสติขั้นระลึกเป็นไปในกาย ระลึกเป็นไปในกายไม่ได้แปลว่าคิดถึงเรื่องกาย แต่หมายความว่าที่กายมีสภาพธรรมที่ยึดถือว่าเป็นเราหรือว่าเป็นกายของเรา เพราะฉะนั้นสติปัฏฐานคือขณะที่กำลังรู้ตรงลักษณะ ที่ใช้คำว่า “ระลึก” เพราะเหตุว่าไม่ได้เป็นไปกับเรื่องราว แล้วไม่ใช่ระลึกเป็นคำ แต่ว่าระลึกเพราะเหตุว่ามีการเข้าใจจากขั้นการฟัง ทำให้สตินั้นเกิดขึ้นรู้ตรงลักษณะนั้น คือระลึกหรือรู้ตรงลักษณะที่เป็นกาย หรือว่าเป็นจิต หรือว่าเป็นธรรม หรือว่าเป็นความรู้สึก เพราะฉะนั้นก็เป็นความเข้าใจ “คำ” เดียวที่ใช้คำว่า “สติ” แต่จะต้องรู้อรรถของสติว่าเป็นธรรมฝ่ายดี และสติก็มีหลายขั้น ตั้งแต่ขั้นเป็นไปในทาน เป็นไปในศีล เป็นไปในความสงบของจิต และเป็นไปในการอบรมเจริญปัญญา
สติ เป็นโสภณะธรรม เป็นธรรมฝ่ายดี ไม่เกิดกับอกุศล ฉะนั้นควรพิจารณาว่า การรู้ที่ลมหายใจ รู้ที่คำบริกรรม รู้ที่กิริยาอาการต่างๆ ตามที่มีผู้คิดค้นขึ้นมาเพื่อฝึกสติ ขณะนั้นจิตเป็นกุศล หรืออกุศล ถ้าไม่สามารถเป็นไปในกุศล สติจะเกิดไม่ได้เลย ต้องรู้ความเป็นจริงอย่างนี้ จึงจะไม่ทำตามแบบผิดๆ ถ้ายังแยกกุศล และอกุศลไม่ออก ลองเทียบกับ บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ดูว่าเข้าได้กับข้อใดได้บ้าง ถ้าเข้าไม่ได้ก็ต้องเป็นอกุศลแน่นอน เพาะเป็นไปกับความอยากความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ความรู้พระอภิธรรม และพระธรรมคำสอน มีความจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับชาวพุทธทั่วไป และชาวพุทธที่เรียกตัวเองว่านักปฎิบัติ ถ้าไม่มีความรู้เลยย่อมเข้าใจผิด เห็นผิด ปฎิบัติผิด ทำตามๆ กัน ซึ่งเป็นผลเสียอย่างมาก การจะทำอะไรก็ตามแม้ในทางโลก ยังต้องศึกษาเรียนรู้อย่างมากมาย จึงจะสามารถทำงานนั้นๆ ให้เป็นผลสำเร็จได้ ในทางธรรมมีความละเอียดลึกซึ้งยิ่งกว่ามากมายนัก ถ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจ แม้จะมีความพยายามเท่าไรก็ตาม ย่อมไม่สามารถยังผลที่ดีใดๆ ให้เกิดขึ้นได้เลย มีแต่ผลเสียที่ร้ายแรงคือ ความเห็นผิด.
