เรารักตัวเรา คนอื่นก็รักตัวเขา
เราไม่อยากให้ใคร ทำเช่นไรกับเรา
คนอื่นก็ไม่อยากให้เรา ทำเช่นนั้นกับเขา
เราอยากให้คนอื่น ทำดีกับเราอย่างไร
คนอื่นก็อยากให้เรา ทำดีกับเขาอย่างนั้น
ขอให้พยายามคิดถึงความจริงนี้ ให้บ่อยที่สุด
เท่าที่จะมีสตินึกได้ จะเป็นคุณแก่ตนเองอย่างยิ่ง
…. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
หมอกฝนเขาลู่ซาน คลื่นน้ำแม่น้ำเจ้อเจียง
เมื่อยังไม่ไป ใจก็หวนถวิล
ครั้นไปถึงแล้ว ก็ไม่มีอะไรพิเศษ…
หมอกฝนเขาลู่ซานกับคลื่นน้ำแม่น้ำเจ้อเจียง
(ก็เท่านั้นเอง)… มันก็เป็นเช่นนั้นเอง
## 🧘♂️ **การตีความบทกวี 《廬山煙雨》 ในมุมมองพุทธปรัชญาและเต๋า**
### 💡 **1. ความอยาก (ตัณหา) ก่อทุกข์** — พุทธปรัชญา
> **“未到千般恨不消”** — “ยังไม่ไป ใจโหยหาหมื่นพันวิธีไม่หาย”
ในทางพุทธศาสนา ความ **ตัณหา (欲)** คือรากเหง้าของทุกข์ ความคาดหวังอยากเห็น อยากสัมผัส อยากรู้ คือการสร้าง “ตัวตน” ที่ยึดมั่นในภาพลวง (มายา) เมื่อยังไม่ได้ไปชม ลู่ซานหรือแม่น้ำเจ๋อเจียง ใจก็เร่าร้อนเพราะถูกกิเลสผลักดัน
—
### 🌀 **2. ความจริงคือ “ธรรมดา”** — เต๋าและพุทธ
> **“到得原來無別事”** — “พอไปถึงแล้ว ก็ไม่มีอะไรพิเศษเลย”
นี่คือ **จุดตระหนักรู้ (悟)** ซึ่งคล้ายกับการ “รู้แจ้ง” หรือ “บรรลุธรรม” ในพุทธศาสนา หรือการ “กลับคืนสู่เต๋า” ในลัทธิเต๋า ธรรมชาตินั้น **ว่างเปล่า ไม่หวือหวา แต่สมบูรณ์ในตนเอง**
สิ่งที่เราสร้างไว้ในใจ ล้วนเป็นเพียง อุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น)
เมื่อปล่อยความคาดหวังลง เราก็เห็นความจริงว่า
> สิ่งทั้งหลายเป็นเพียง “เป็นอย่างที่มันเป็น” — และนั่นก็คือ “ธรรม”
—
### 🌿 **3. สัจธรรมอยู่ตรงหน้า ไม่ต้องไขว่คว้า** — เต๋า
> “廬山煙雨浙江潮” … ซ้ำอีกครั้งที่ตอนท้าย
ในเต๋า (道), ความว่าง (虛), ความธรรมดา (自然), และการ **ไม่ฝืนธรรมชาติ (無為)** คือแก่นสำคัญ การเวียนกลับมาจบด้วยประโยคเดิม สื่อว่า
> เราไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าแสวงหาอะไรเลย เพราะ “เต๋า” หรือ “ธรรมะ” มีอยู่แล้วในทุกสิ่ง — อยู่ในหมอก อยู่ในฝน อยู่ในคลื่น
“ก่อนตรัสรู้ ภูเขาคือภูเขา น้ำคือแม่น้ำ
ขณะฝึกจิต ภูเขาไม่ใช่ภูเขา น้ำไม่ใช่น้ำ
หลังตรัสรู้ ภูเขาก็คือภูเขา น้ำก็คือน้ำ”
คำกล่าวนี้เป็นวลีเซนที่มีชื่อเสียงมาก และงดงามในความเรียบง่าย แต่ลึกซึ้งสุดหยั่งถึง
ซึ่งมักจะอ้างอิงถึงพระอาจารย์เซนชื่อ **ชิงหยวน เหวยซิน (青原惟信 / Qingyuan Weixin)** ในราชวงศ์ถัง
> **“ก่อนตรัสรู้ ภูเขาคือภูเขา น้ำคือแม่น้ำ
> ขณะฝึกจิต ภูเขาไม่ใช่ภูเขา น้ำไม่ใช่น้ำ
> หลังตรัสรู้ ภูเขาก็คือภูเขา น้ำก็คือน้ำ”**
ความหมาย:
**1. ก่อนฝึกฝน — “ภูเขาคือภูเขา”**
* เรามองโลกอย่าง **ธรรมดา ตรงไปตรงมา**
* เห็นอะไร ก็เป็นสิ่งนั้น
* ยังไม่เริ่มพิจารณาธรรม ยังไม่รู้จัก “มายา” หรือ “อนัตตา”
> 🌄 ภูเขาก็คือภูเขา น้ำก็คือน้ำ — ทุกสิ่งดูมั่นคงและจริงแท้ตามสายตาโลกีย์
—
### 🔥 **2. ขณะฝึกจิต — “ภูเขาไม่ใช่ภูเขา”**
* เมื่อเริ่มศึกษา ฝึกจิต เห็นความไม่แน่นอน (อนิจจัง), ความไม่มีตัวตน (อนัตตา)
* ทุกสิ่งที่เคยมองว่าแน่นอน กลับคลอนแคลน
* สิ่งที่เคยยึดไว้ว่า “ใช่” เริ่ม “ไม่ใช่”
> 🌀 ภูเขาไม่ใช่ภูเขา — เราเห็นว่า “ภูเขา” เป็นเพียงภาพมายา ปรุงแต่งโดยจิต
> 💧 น้ำไม่ใช่น้ำ — ความจริงคือการไหล ไม่มีตัวตนแน่นอน
—
### 🌕 **3. หลังตรัสรู้ — “ภูเขาก็คือภูเขาอีกครั้ง”**
* ไม่ใช่กลับไปหลงเหมือนเดิม
* แต่คือการ “เห็นสิ่งเดิม ด้วยดวงตาเห็นธรรม”
* ภูเขา ยังคงเป็นภูเขา แต่มิใช่สิ่งที่ใจยึดถืออีกต่อไป
> 🍃 เป็นการอยู่กับสิ่งเดิม โดยไม่ปรุงแต่ง
> เป็น “ธรรมดา” ที่ “อัศจรรย์”
—
## 📿 เชื่อมโยงกับคำสอนของหลวงพ่อพุทธทาส
“ดูอะไร เห็นอะไร ต้องเห็นโดยไม่มีตัวกูเข้าไปผูกพัน”
> “ของที่มันธรรมดา เมื่อไม่มีตัวเราคอยปรุง มันก็เป็นนิพพานอยู่ตรงนั้นเอง”
เช่นเดียวกับวลีเซนนี้ การจะเห็น “ภูเขาเป็นภูเขา” โดยไม่ยึดมั่นในความเป็นของเรา ความใหญ่ ความงาม ความพิเศษ — นั่นคือ การเห็นด้วยจิตที่พ้นตัวตนของตน
“เห็นสิ่งเดิม ด้วยดวงตาเห็นธรรม”
“สิ่งเดิม” คืออะไร?
* คือสิ่งที่เราเคยเห็นอยู่ทุกวัน — ภูเขา ต้นไม้ ผู้คน ปัญหา อารมณ์
* ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ ไม่ใช่ปรากฏการณ์พิเศษ
👁️🗨️ “ดวงตาเห็นธรรม” คืออะไร?
* คือจิตที่ **ไม่ปรุงแต่ง ไม่ยึดมั่น ไม่แทรก “ตัวกูของกู” ลงไป**
* เป็นดวงตาที่ **รู้เท่าทันความเป็นจริงตามสภาวะ (ยถาภูตญาณทัสสนะ)**
> เมื่อ “ตาเห็นรูป” แต่ “ไม่มีเราเข้าไปดู”
> เมื่อ “ใจรับรู้” โดยไม่เอาตัวกูเข้าไปตีความ
> สิ่งธรรมดาก็กลายเป็น “ความจริงอันประเสริฐ”
—
🧘♂️ ตัวอย่างในชีวิตจริง:
### ก่อนไม่เห็นธรรม:
* เราเห็นคนด่าว่า แล้วรู้สึกโกรธ เพราะคิดว่าเขาด่าเรา
### ขณะฝึกจิต:
* เริ่มรู้ว่าความโกรธเกิดจากความยึด “คำด่า” ว่าเป็นของเรา
* เริ่มเห็นอารมณ์ที่เกิดดับ แต่ยังสั่นไหวอยู่
### เมื่อเห็นธรรม:
* ได้ยินคำด่า แต่ใจไม่หวั่นไหว
* คำด่าก็แค่เสียง — “เสียงเป็นเสียง ไม่ใช่ศัตรู”
* เราเห็นสิ่งเดิม แต่ไม่มีความทุกข์อยู่ในนั้นอีก
> 🌊 **เสียงเดิม ภาพเดิม สถานการณ์เดิม — แต่ใจไม่เหมือนเดิม**
….วีระ วศินวรรธนะ
> “ธรรมะอยู่ที่ต้นไม้ ใบหญ้า เมฆหมอก ฟ้า ฝน ลม แสงแดด หรือในเรื่องทุกข์เรื่องสุขของชีวิตประจำวัน — ถ้าเรามีดวงตาเห็นธรรม”
— หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ
สิ่งใดเกิดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นรับได้เสมอ…
เวลาที่คนด่าเรา มันคือการวัดความดัง เป็นการขีดเส้นใต้ว่าเรานั้นสำคัญ (laughing hard)
ไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว…ดีกว่ายิงธนูไปกับความมืด เป้าก็ไม่เห็นและไม่มีใครเห็น
สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดีเสมอ ถูกชมก็เข้าท่า ถูกด่าก็ไม่เลว
ถ้าทำอะไรก็ตามยังมีคนสนใจอยู่แสดงว่า เรายังเป็นคนมีค่าของสังคม
ถ้าตั้งทัศนะคติที่ดีแบบนี้ก็สนุกทุกงาน สำราญทุกคน เป็นหลักของการทำงาน..
เวลาใครโยนงานยากๆให้ทำ…
อย่าเป็นคนดีที่ไม่กล้าทำอะไรเลย ให้รับงานยากๆ ซึ่งถูกด่าบ้าง ถูกชมบ้าง
อย่ากลัวเปลืองตัว…
ทำแล้วดีได้ประสบการณ์ เอาไว้ต่อยอด..
ทำแล้วไม่ดีเราก็ได้บทเรียน ถึงแม้หกล้มเราก็ยังได้เรียนรู้วิธีเชิงรุก
ไม่มีอะไรเสียหาย.. มีแต่ได้กับได้
เอาใจเขามาใส่ใจเรา >> อยู่กับคนอยากเป็นที่รักต้องให้เกียรติคน อย่าไปเรียกร้องเป็นเรื่องที่คนอื่นเขาจะให้…
เกียรติคือการที่เราเคารพคนทุกคน อย่าไปเรียกร้องให้คนมาเคารพเรา…
แต่เรามีหน้าที่ต้องเคารพเขา
…คนที่เรียกร้องให้คนอื่นมาเคารพคือคนที่ไม่มีเกียรติ….เกียรติที่ขอเขามาไม่ใช่เกียรติที่แท้จริง
สิ่งไหนที่เราไม่ชอบ อะไรที่เราไม่ชอบ อย่าไปทำกับคนอื่น…
ให้มองทุกๆปัญหาเป็นความท้าทายเวลาทำงาน เวลาใช้ชีวิต >> ไม่เคยมองว่าเป็นเวรเป็นกรรมอะไร
ทุกอย่างมองเป็นเรื่องท้าทายหมด กลายเป็นเรื่องสนุก…
อะไรจะเกิดขึ้นไม่กลัว ไม่โกรธ….
ถ้ากลัว ถ้าโกรธ จะต้องกลัวและโกรธไปตลอดชีวิต…
ถ้าสู้จากนั้นไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป อะไรก็ดีไปหมด >> คนเป็นร้อยแต่งานมาที่เรา ให้มองว่าผู้ใหญ่เอ็นดูเราเป็นกรณีพิเศษ เพราะไม่ธรรมดาและเป็นคนสำคัญมาก..ผู้ใหญ่ถึงเรียกไปใช้ เรียกไปคุยตั้งแต่เช้า(ด่า)แค่2คน
คนอื่นอยากพบท่านประธานบอร์ดไม่ได้พบ (clown)
ถูกด่า 1 ชั่วโมงก็บอกว่าทนได้2ชั่วโมง..ถูกด่าท่ามกลางคน 1 พันคนก็บอกว่าเป็นคนสำคัญที่ถูกเลือก…เปลี่ยนวิธีคิดชีวิตก็เปลี่ยน
Happy work
“เอาปัญญาจากทุกปัญหาให้ได้”
ทุกลมหายใจ บนโลกใบนี้
เปลี่ยนไปตามแต่ใจของเรา
สังเกตุไหม ?
ผู้มีใจบริสุทธิ์ มีเมตตาเป็นที่ตั้ง
ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดั่งดอกไม้บาน
ผู้มีปัญญา มีจักษุอันบริสุทธิ์
ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดั่งแสงอรุณสดใส
ผู้ที่มีโทสะ มีใจขุ่นมัว
ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดังเพลิงเผากาย(หายใจถี่ๆ)
ผู้ที่มีโลภะ มีใจทะยานอยาก
ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดังตาข่ายร้อยรัด
ผู้ที่มีโมหะ มีใจลุ่มหลงมัวเมา
ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก มืดมน-อนธการ
*ทุกลมหายใจ ทุกหนึ่งห้วงคิด
คือ หนึ่งแห่งการเวียนว่าย
.
𝐶𝑟𝑒𝑑𝑖𝑡 : 𝐵𝑜𝑑𝘩𝑖𝑠𝑎𝑡 𝐻𝑒𝑎𝑟𝑡
