พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๑ หน้า ๑๓๗
ก็สมัยนั้นแล ปริพาชกทั้งสอง คือ สารีบุตร และ โมคคัลลานะ อาศัยกรุงราชคฤห์แสวงหาอมตธรรมอยู่. บรรดาปริพาชกทั้งสองนั้น สารีบุตร เห็นพระอัสสชิเถระเข้าไปบิณฑบาต มีจิตเลื่อมใส จึงเข้าไปนั่งใกล้ ได้ฟัง คาถาว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด ดังนี้ เป็นต้น ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ได้กล่าวคาถานั้นนั่นแหละแม้แก่โมคคัลลานะปริพาชกผู้สหายของตน. ฝ่ายโมคคัลลานะปริพาชกก็ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. สหายแม้ทั้งสองนั้นลาสัญชัยปริพาชกแล้ว บวชในสำนักของพระศาสดาพร้อมด้วยบริวารของตน บรรดาสหายทั้งสองนั้น พระโมคคัลลานเถระ.บรรลุพระอรหัตโดย ๗ วัน พระสารีบุตรเถระบรรลุพระอรหัต โดยล่วงไป
กึ่งเดือน พระศาสดาทรงตั้งพระเถระแม้ทั้งสองไว้ในตำแหน่งอัครสาวก และ ในวันที่พระสารีบุตรเถระบรรลุพระอรหัตนั่นแล ได้ทรงกระทำสาวกสันนิบาต
ประชุมพระสาวก.
สมาธิ เป็นเรื่องปกติธรรมดา เกิดทุกขณะ เพราะ ทำอะไรก็ต้องมีสมาธิ จะข้ามถนน จะขับรถ ก็ต้องมีสมาธิจดจ่อกับงานที่กำลังทำนั้น มิฉะนั้น อาจเกิดอุบัติเหตุผิดพลาดได้ อ่านหนังสือ ฟังบรรยาย ก็ต้องมีสมาธิเพราะอาจไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่บางคน สมาธิไปสนใจเรื่องอื่น ก็เหมือนขาดสมาธิ สมาธิเกิดทุกขณะ เพียงแต่จะจดจอเรื่องอะไร
การศึกษาธรรมเพื่ออะไร
การศึกษาธรรม คือ การศึกษาและฟังพระธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระปัญญาของพระผู้มีพระภาคที่ได้ทรงตรัสรู้ และได้ทรงแสดงธรรม เพื่อให้คนอื่นมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ด้วย เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ฟังแล้วก็คิดไตร่ตรองว่า อะไรที่เราไม่รู้ และอะไรที่พระองค์ทรงตรัสรู้ จึงได้มีการศึกษาและฟังพระธรรม เพื่อให้รู้ว่า ความรู้ของเราหรือความคิดของเรา ความเข้าใจที่เราคิดเอง จะต่างกับความจริงที่พระองค์ทรงตรัสรู้ และทรงแสดงอย่างไร
พระธรรมเป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง ใครๆ ก็คิดเองไม่ได้ทั้งหมด ไม่มีใครสามารถจะคิดได้เลย เช่นในขณะนี้ สิ่งที่กำลังปรากฏ ใครรู้บ้างว่าจริงๆ แล้วเป็นอะไร ชาวพุทธก็คงจะชินกับคำว่า “อนัตตา” โดยมากจะได้ยิน “อัตตา” กับ “อนัตตา” อัตตาก็คือความยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา ตั้งแต่เกิด ก็มีเราเกิด แต่ว่าจากการตรัสรู้ก็ทรงแสดงว่า ธรรมทั้งหลาย คือ สิ่งที่มีจริงทั้งหมด ทุกขณะเป็นอนัตตา หมายความว่าไม่ใช่สิ่งที่เที่ยงถาวร หรือว่าเป็นของใคร คนใดคนหนึ่ง เป็นสภาพธรรมที่เกิดเพราะมีเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป แต่ว่าผู้ที่ไม่ได้ฟังพระธรรมเลยก็จะมีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย โดยที่ไม่เข้าใจเลยว่า สิ่งที่มีในชีวิตประจำวันทั้งหมด พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะตรัสรู้ความจริงแท้ของสิ่งที่ปรากฏจนตลอด จนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสเป็นสมุจเฉท แล้วก็ทรงประกอบด้วยพระญาณซึ่งบุคคลอื่นไม่มี ที่จะทรงแสดงธรรม คือ การใช้คำที่จะทำให้คนอื่นได้ยินได้ฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจถูกต้องในสิ่งที่ปรากฏ ตรงกับคำที่ทรงแสดงว่าอนัตตา สภาพธรรมที่มีจริงถ้าผู้ใดตรัสรู้ความจริงไม่เปลี่ยน ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมนั้นได้เลย
เพราะฉะนั้นแม้แต่เพียงคำเดียวคือคำว่า “อนัตตา” เราจะต้องศึกษาและฟังพระธรรม จนค่อยๆ มีความเห็นถูกว่า ธรรมเป็นอะไร แล้วก็เป็นอนัตตาจริงหรือไม่ แล้วก็จนกระทั่งถึงสามารถที่จะรู้แจ้ง ความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมนั้น จนสามารถดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉท
การศึกษาและฟังพระธรรม คือ ให้เข้าใจตามสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ไม่ควรนำความคิดความเห็นมาเกี่ยวข้องด้วย
อย่างบางคนก็บอกว่า อิทธิบาทเวลาทำอะไร เช่น ทำมาหาเงิน เป็นความคิด ความเห็นหรือเปล่า ก็เป็นความเข้าใจของเขาที่เคยได้ยินมา
นี่คือเราอ่านพระธรรมเพียงนิดเดียว และไม่ได้ศึกษาตามลำดับ เพราะฉะนั้นความคิดความเห็นของเรา ก็คิดตามที่เราคิดเอง
