Home » อัตตา ๓

อัตตา ๓

( Somboon )

by Pakawa

จะต้องศึกษทุกคำ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ด้วยความจริงใจ ด้วยความตรงที่จะรู้ว่าถ้าเราขาดการไตร่ตรอง เราจะเข้าใจผิด ซึ่งเป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด ฉะนั้น จึงต้องศึกษาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง จนเป็นความเข้าใจถูกเห็นถูก เป็นปัญญา

อัตตา ๓

อัตตา คือ ความยึดถือสภาพธรรมทั้งหลายว่าเป็นเรา มีเรานั้น ก็มีด้วยอำนาจสภาพธรรม ๓ อย่าง คือ ตัณหา มานะ และ ทิฏฐิ
ตัณหา เป็นความติดข้องต้องการ (โลภเจตสิก) เป็นสภาพธรรมที่มีจริงเกิดขึ้นเป็นไปในชีวิตประจำวัน เป็นสภาพธรรมติดข้องในสิ่งหนึ่งสิ่งใด มานะ เป็นความสำคัญตน เป็นความทะนงตน ถือตน มีการเปรียบเทียบกับผู้อื่นว่าดีกว่าเขา เสมอเขา หรือ เลวกว่าเขา ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) เป็นสภาพธรรมที่มีจริงที่เห็นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง 
   ความเป็นไปของปุถุชนผู้ที่หนาแน่นไปด้วยกิเลสนั้น ย่อมยึดถือขันธ์ห้าว่าเป็นเราด้วยอำนาจตัณหา คือ โลภะบ้าง มานะความถือตัวบ้าง ทิฏฐิ ความเห็นผิดบ้าง เพราะยังไม่ได้เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏว่า เป็นเพียงสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน ซึ่งขออธิบายความเป็นเรา ๓ อย่าง ดังนี้
ความเป็นเราด้วยตัณหา หรือโลภะ ตัวอย่างเช่น ขณะนี้เห็น เห็นบุคคลอื่นแล้วเกิดความติดข้อง ขณะนั้น เป็นเรา หรือ เป็นเขาด้วยความติดข้องหรือ ขณะเห็นตนเองในกระจก เกิดความยินดีพอใจ ในรูปร่างกายของตนเอง ขณะนั้นมีเราแล้ว แต่มีเราด้วยความติดข้องในความเป็นเราในขณะนั้น และแม้อยากเกิดเป็นเทวดา เกิดในภพภูมิที่ดีก็เป็นเราด้วยตัณหาแต่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด เพราะเพียงยินดีพอใจในภพูมิแต่ไม่ได้มีความเห็นผิดเกิดขึ้นมา
ความเป็นเราด้วยมานะ คือ ขณะใดที่เปรียบเทียบ ว่าเราสูงกว่าเขา เสมอคนอื่น หรือด้อยกว่าคนอื่น จะเห็นว่า มานะ เป็นการเปรียบเทียบ แล้วอะไรจะเปรียบเทียบ นอกจากว่า จะต้องมีเราที่ไปเปรียบเทียบ มีเขา มีคนอื่นดังนั้น เพราะเป็นอกุศลที่คิดว่าเราสูงกว่าต่ำกว่าหรือเสมอกัน มีเราแล้ว แต่เป็นเราด้วยมานะที่เป็นการเปรียบเทียบ
ความเป็นเราด้วยทิฏฐิ คือเป็นเราด้วยความสำคัญผิดที่เป็นความเห็นผิดคือ ขณะนั้นเป็นอกุศลที่เป็นโลภะที่ประกอบด้วยความเห็นผิด เช่น ยึดถือว่า ดอกไม้มีจริง เที่ยงยั่งยืนและยึดถือว่ามีเราจริงๆ มีสัตว์ บุคคลจริงๆ ขณะนั้นมีเรา มีเขา มีสิ่งต่างๆ ด้วยความเห็นผิด เพราะยึดถือด้วยความเห็นผิดว่าเที่ยง เป็นสุขและเป็นตัวตนจริงๆ
    สภาพธรรม เป็นสิ่งที่มีจริงๆ แต่ละหนึ่ง เช่น เห็น เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ได้ยินเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง รูปแต่ละรูปก็เป็นแต่ละหนึ่ง เป็นต้น เป็นสภาพธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน เป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา เป็นสภาพธรรมที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย แต่เพราะถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดคืออวิชชา จึงหลงยึดถือในสภาพธรรมเหล่านั้นว่าเป็นอัตตาหรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เคยยึดถือว่าเป็นตัวตน เป็นเราเป็นเขา ก็คือสภาพธรรมที่มีจริง แต่ละหนึ่งๆ นั่นเอง เพราะฉะนั้น หนทางเดียวที่จะค่อยๆ ขัดเกลาละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ก็คือ หนทางแห่งการอบรมเจริญปัญญา ค่อยๆ สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อย
จริงอยู่ ผู้ที่ไม่ได้ฟังไม่ได้ศึกษาพระธรรม หรือผู้ที่ศึกษาแล้วแต่ไม่เข้าใจเรื่อง อนัตตา ย่อมมีชีวิตเป็นไปด้วยความเป็นตัวตน เป็นอัตตาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นไปด้วย โลภะ ทิฏฐิ หรือ มานะ ก็ตาม อกุศลทั้งหลายย่อมเจริญขึ้น แม้ว่าบางขณะบางเวลา จะเป็นกุศล เป็นไปในทานบ้าง ศีลบ้าง ก็เข้าใจว่าเป็นเราให้ทาน เป็นเรามีศีล ซึ่งก็เป็นปรกติของผู้ที่ไม่ได้ศึกษาหรือไม่เข้าใจ
แม้แต่ผู้ที่ศึกษาพระธรรมมาโดยละเอียดเข้าใจเรื่อง อนัตตา บ้างแล้วก็ตาม แต่ยังไม่มีความมั่นคงในความเป็น อนัตตา ก็ยังต้องมี อัตตา เพาะเหตุว่ายังไม่สามารถดับอกุศล ทั้งสามที่เป็น โลภะ ทิฏฐิ หรือ มานะ ได้ แต่ก็ต้องมีความเข้าใจว่า ธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตา เกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย ไม่มีสัตว์ บุคคลตัวตน เราเขา ไม่มีใครที่จะทำ ธรรมะใดๆ ให้เกิดขึ้นได้ แม้ผู้ที่เรียกตัวเองว่า “นักปฏิบัติ” ก็ยังเข้าใจผิดคิดว่าเราสามารถ ทำสติให้มีสติ ทำสมาธิให้มีสมาธิ ต้องใช้ปัญญา เป็นต้น ก็แสดงว่ายังไม่เข้าใจเรื่อง อนัตตา เพาะถ้าคิดว่าเราทำได้ ก็เป็นไปในอกุศลทั้งสามนั้นเอง ดังนั้นการทำนั้นก็เป็นไปในทางผิด เป็นอกุศล แต่ผู้ที่ศึกษาและมีความเข้าใจมั่นคงในความเป็นอนัตตา ก็อบรมเจริญปัญญา เพราะรู้ว่าปัญญาที่เจริญแล้ว จะทำกิจหน้าที่แทนอกุศลทั้งหลาย ไม่ใช่เราทำ.

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00