Home » อยู่อย่างผาสุก

อยู่อย่างผาสุก

( Somboon )

by Pakawa

กิเลสมีมาก แล้วอะไรจะเป็นเครื่องค่อยๆขัดเกลา นอกจากปัญญา แต่ถ้าไม่มีคุณความดีอื่นๆ เลย จะเอาปัญญามาจากไหน เพราะถูกกลุ้มรุมด้วยความไม่ดี หรือความต้องการอยู่ตลอด ด้วยเหตุนี้ ไม่ประมาทในกุศลทุกประเภท และกุศลนั้น ก็จะเป็นเครื่องที่จะนำไปสู่การที่จะมีจิตที่เบาสบายปลอดโปร่ง ไม่ต้องกังวลเดือดร้อนด้วยอกุศล

อยู่อย่างผาสุก

ในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่แล้วอกุศลจะเกิดขึ้นเป็นไป ตลอดเวลาที่จิตไม่ได้เป็นไปในการให้ทาน ไม่ได้เป็นไปในศีล เช่น งดเว้นจากทุจริตกรรมประการต่างๆ เป็นต้น และไม่ได้เป็นไปในการอบรมเจริญปัญญา จากการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรม ขณะที่อกุศลเกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่ความเป็นผู้อยู่อย่างผาสุกเลย เพราะขณะนั้นยังเต็มไปด้วยกิเลส กิเลสนั่นเองที่เบียดเบียนทำร้ายจิตของผู้นั้น ทำให้เป็นผู้อยู่เป็นทุกข์เพราะโลภะ เป็นทุกข์เพราะโทสะ เป็นทุกข์เพราะโมหะ เป็นทุกข์เพราะความเห็นผิด เป็นทุกข์เพราะกิเลสประการต่างๆ อาจจะติดข้องมากๆ ถึงขั้นทำทุจริต ลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น ก็ได้ อาจจะโกรธมากๆ ถึงขั้นประทุษร้ายเบียดเบียนผู้อื่น หรือ ถึงกับฆ่าผู้อื่น ก็ได้ อาจจะมีเห็นผิดแล้วมีความประพฤติเป็นไปตามความเห็นที่ผิด สอนผู้อื่นในสิ่งผิดๆ ให้ผู้อื่นออกจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้ เป็นผู้วิ่งพล่านไปด้วยอำนาจของกิเลสทั้งหลาย และสำหรับกิเลสที่มีกำลังถึงขั้นล่วงเป็นทุจริตกรรม นั้น ผลที่จะเกิดขึ้น ก็จะต้องเป็นผลที่ไม่ดี ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าพอใจโดยส่วนเดียว และผลจะไปเกิดกับคนอื่นไม่ได้ ก็ต้องเกิดกับตนเองเท่านั้น เพราะตนเองเป็นผู้ทำในสิ่งที่ไม่ดี กล่าวได้เลยว่า เป็นโทษทันทีที่ทำสิ่งที่ไม่ดีลงไป และสิ่งที่ไม่ดีที่ทำไปนั้น สามารถให้ผลนำเกิดในอบายภูมิได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ อะไรจึงจะเป็นเหตุทำให้เป็นผู้อยู่อย่างผาสุกตามพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จะเห็นได้ว่า พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เกื้อกูลให้ผู้ที่ได้ฟังได้ศึกษา เกิดความเข้าใจถูกเห็นถูก สามารถขัดเกลาละคลายกิเลส จนกระทั่งสามารถดับได้ตามลำดับขั้น หนทางแห่งการอบรมเจริญปัญญานี้เอง ที่จะเป็นไปเพื่อความผาสุก อยู่อย่างเป็นสุขที่เกิดจากกุศลธรรม ความดีประการต่างๆ และ ปัญญาที่ค่อยๆ เจริญขึ้น เพราะกุศลธรรมและปัญญา ไม่นำความทุกข์ความเดือดร้อนมาให้แก่ใครเลยแม้แต่น้อย
ที่น่าพิจารณา คือ แต่ละบุคคลล้วนเป็นผู้มากไปด้วยกิเลสด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเราหรือเป็นบุคคลอื่น ถ้าไม่ฟังพระธรรม ไม่ศึกษาพระธรรม ย่อมไม่เห็นกิเลสตามความเป็นจริงว่าให้ทุกข์ให้โทษอย่างไร และไม่มีทางที่จะขัดเกลาละคลายได้เลย มีแต่จะพอกพูนสะสมกิเลสมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเป็นผู้เห็นโทษของกิเลส และเห็นประโยชน์ของการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญา สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ ย่อมมีทางที่จะทำให้เป็นผู้อยู่อย่างผาสุกในชีวิตประจำวัน อันเนื่องมาจากเป็นผู้มีกิเลสที่เบาบางลง นั่นเอง
ชีวิตของแต่ละคนจะเหลืออีกเท่าใด ไม่มีใครสามารถที่จะทราบได้ เพราะฉะนั้น จะอยู่อย่างไรซึ่งเป็นการมีชีวิตอยู่อย่างประเสริฐที่สุด อยู่อย่างผาสุกจริงๆ คือ อยู่เพื่อเข้าใจธรรม เข้าใจความจริงตรงตามความเป็นจริง แต่ละคนควรรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง และเป็นผู้ไม่ประมาทที่จะรู้ว่าความไม่รู้มีมาก จึงทำให้มีอกุศลมาก และปัญญาก็มีน้อยมาก ซึ่งจะต้องได้อาศัยคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการตั้งใจฟัง ตั้งใจศึกษาด้วยความเคารพ ละเอียดรอบคอบ สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อย และอาศัยกาลเวลาที่ยาวนานอย่างยิ่งในการสะสมอบรมเจริญปัญญา ด้วยความเพียร อดทน ไม่ท้อถอย.

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00