Home » ศาสนาพุทธ เน้นที่ ปัญญา นำหน้า ทุกอย่าง

ศาสนาพุทธ เน้นที่ ปัญญา นำหน้า ทุกอย่าง

by Pakawa

การดำเนินชีวิตปกติประจำวันเป็นสิ่งที่สำคัญ ทุกคนจะต้องจากโลกนี้ไปโลกหน้าอย่างแน่นอน แต่ว่าจะไปอย่างไร ปลอดภัยหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตเป็นปกติประจำวันนี่เอง แล้วจะดำเนินไปทางไหน ระหว่างทางถูก กับทางผิด

ศาสนาพุทธ เน้นที่ ปัญญา นำหน้า ทุกอย่าง คือ ศีล สมาธิ และ ปัญญา

ศีล
ก็ต้องมีปัญญานำ ตอบจนหมดข้อสงสัยทาง ปัญญาได้ว่า ทำไม เราจึงต้องรักษา ศีล

สมาธิ
ก็ต้องมีปัญญานำ ตอบจนหมดข้อสงสัยทางปัญญาให้ได้ว่า ทำไมจึงต้องทำ สมาธิ และ สมาธิที่ถูกต้อง ตามที่พระพุทธเจ้าสอน คือ สัมมาสมาธิ นั้น เป็นอย่างไร ค้นหาให้เจอ อย่าเชื่อ อาจารย์คนไหนก็ตามโดยไม่ ตรวจสอบ กับ พระไตรปิฎก

ปัญญา
แม้แต่ตัวปัญญาของตัวเราเอง ปัญญา เก่า เก่า ที่เคยรู้เคยเรียนกับอาจารย์ เคยมั่นใจ นั้น

แท้จริงแล้ว ถูกต้อง ตามพระไตรปิฎก หรือไม่

ปัญญา ในศาสนาพุทธ คือ การตระหนักรู้ ถึงธรรมอันแท้จริง ของความเป็นจริง

ซึ่งอยู่เหนือกว่าความเข้าใจ ของคนที่ไม่ได้ศึกษาค้นคว้า ศาสนาอย่างจริงจัง

เช่น แท้จริงแล้ว ตำแหน่ง หน้าที่ ทรัพย์สินเงินทอง…. เป็นต้น เป็นของที่สมมุติกันขึ้นมา เห็นได้ตอนตาย สิ่งที่สมมตินี้ ก็แตกออก คือ เอาอะไรไปไม่ได้เลย มามือเปล่า ก็ไปแต่เพียงมือเปล่า

เป็นผู้ไม่เบียดเบียน

การเบียดเบียนประทุษร้ายผู้อื่น ไม่ว่าจะด้วยกาย โดยประการต่างๆ หรือ แม้แต่การเบียดเบียนด้วยคำพูด อย่างเช่น คำพูดที่พูดไปแล้วทำให้ผู้ฟังไม่สบายใจ คำด่า คำว่าร้าย รวมไปถึงคำพูดที่เป็นการเหน็บแนม เสียดสี กระทบกระเทียบ เป็นต้น นั้น เป็นเรื่องของบุคคลผู้ที่ยังมีกิเลส เป็นธรรมฝ่ายที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นเป็นไปตามการสะสมของแต่ละบุคคล แม้แต่เพียงคิดที่จะเบียดเบียนคนอื่น คิดไม่ดีกับคนอื่น ก็ไม่ดีแล้ว ขณะนั้นเป็นอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นทำร้ายจิตใจของตนเอง ยิ่งถ้าล่วงเป็นทุจริตกรรม มีการประทุษร้ายคนอื่นเกิดขึ้น ทางกาย ทางวาจา ด้วยแล้ว นั่น เป็นอกุศลกรรม เป็นการสะสมเหตุที่ไม่ดีไว้แล้ว เมื่ออกุศลกรรมให้ผล ก็ให้ผลที่ไม่ดีกับตนเอง เท่านั้น โดยที่ไม่มีใครทำให้เลย
การเบียดเบียนประทุษร้ายผู้อื่น เป็นสิ่งที่ไม่ควรโดยประการทั้งปวง เพราะเจตนาเบียดเบียนผู้อื่น นั่นแหละที่จะเบียดเบียนตนเอง เพราะเป็นอกุศลของตนเอง ก็ย่อมให้โทษแก่ตนเอง ดังนั้น พึงเป็นผู้ใคร่ครวญพิจารณาด้วยปัญญาเห็นว่า สิ่งที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นทางกาย หรือ ทางวาจา ตนเองไม่ชอบฉันใด คนอื่นก็ย่อมจะเป็นฉันนั้น คือไม่ชอบเช่นเดียวกัน แล้วละสิ่งที่ไม่ดีเหล่านั้นเสีย ไม่พึงเบียดเบียนผู้อื่นด้วยกายและด้วยวาจา เพราะเหตุว่า มีสิ่งควรทำ สิ่งที่ควรพูดอีกมากมายซึ่งเป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์ จึงควรทำ และพูดแต่สิ่งทีดี เท่านั้น ซึ่งไม่มีตัวตนที่ทำ แต่เป็นธรรมฝ่ายดีเกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ ถ้าเป็นผู้รักตนจริงๆ แล้ว ก็จะต้องเป็นคนดีทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ พร้อมกับฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงตรงตามความเป็นจริง
ควรอย่างยิ่งที่แต่ละคนจะได้คิดพิจารณาว่า ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าจะละจากโลกนี้ไปเมื่อใด ควรที่จะเห็นคุณค่าของความที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ซึ่งได้อย่างยากแสนยาก ด้วยการสะสมแต่สิ่งที่ดีงามในชีวิตประจำวัน มี ความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อน หวังดี ต่อผู้อื่น ไม่เบียดเบียนประทุษร้ายผู้อื่น เป็นต้น รวมถึงการอบรมเจริญปัญญา ด้วยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม สะสมความเข้าใจถูก เห็นถูกในในสิ่งที่มีจริงตรงตามความเป็นจริง เพราะเมื่อปัญญาเจริญขึ้น กุศลธรรมประการต่างๆ ก็จะเจริญขึ้นตามระดับของปัญญา ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ ความไม่พอใจกัน ความเบียดเบียนประทุษร้ายกัน รวมถึงอกุศลธรรมประการอื่นๆ ก็จะลดน้อยลงด้วย จนกว่าจะสามารถดับกิเลสทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาดในที่สุด ที่พึ่งอย่างอื่นไม่มี นอกจากปัญญา ซึ่งเป็นความเข้าใจถูก เห็นถูก เท่านั้น และปัญญาจะเจริญขึ้นได้ ต้องไม่ขาดการฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ด้วยความจริงใจและเห็นประโยชน์จริงๆ ซึ่งจะต้องตั้งใจฟัง ตั้งใจศึกษาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ไม่ว่าพระองค์จะทรงแสดงพระธรรมโดยนัยใด โดยประการใด ก็ไม่พ้นไปจากเพื่อให้ผู้ที่ได้ฟังได้ศึกษามีความเข้าใจอย่างถูกต้อง เป็นปัญญาของตนเอง ปัญญาสามารถที่จะรู้ว่า อะไรดี อะไรชั่ว ทำให้ละเว้นสิ่งที่ชั่ว แล้วน้อมประพฤติแต่สิ่งที่ดีงาม นำพาชีวิตไปสู่คุณความดีทั้งปวง เป็นประโยชน์ทั้งกับตนเองและสังคมประเทศชาติต่อไป.

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00