( Somboon )
ฟังพระธรรมศึกษาพระธรรม ประโยชน์ คือจะได้รู้ว่าความจริงคืออะไร อะไรถูกอะไรผิด ไม่ว่าจะเคยได้ยินได้ฟังอะไรมามากสักเท่าใด แต่ถ้าได้ฟังสิ่งที่ถูกต้อง ก็สามารถที่จะรู้ว่า อะไรผิด แต่ถ้ายังไม่ได้ฟังสิ่งที่ถูกเลย ก็เชื่อว่าสิ่งที่ผิดๆ นั่นแหละถูก จนกว่าจะได้ฟังสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อพิจารณาเห็นความจริง เห็นความถูกต้องก็สามารถที่จะละความเห็นผิดได้ถ้าเป็นผู้ที่ตรง
ปัญญา
ต้องเข้าใจอรรถของสภาพธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติใช้คำว่า “ปัญญา” แล้วก็จะมีชื่ออีกหลายชื่อ สำหรับสภาพธรรมที่มีความเห็นถูกตามระดับขั้นด้วย
ปัญญาเจตสิก ไม่ใช่ปัญญาทางโลก ซึ่งเราสามารถศึกษาวิชาการทางโลก ซึ่งไม่ได้รู้ตัวจริงของธรรมะ เป็นแต่เพียงความทรงจำเรื่องราวของธรรมะ ซึ่งเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว และก็ยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นวิชาการสาขาใดทั้งสิ้น เช่น วิชาการแพทย์ ก็จะมีการทรงจำในรูปร่างสัณฐานของรูปธรรม สีสันวัณณะที่ต่างกัน บัญญัติว่าเป็นหัวใจ ตับ ปอด ม้าม เป็นต้น แต่ว่าลักษณะแท้ๆ สิ่งนั้นปรากฏเมื่อไร ถ้ามีจักขุปสาท สีสันวัณณะเท่านั้นปรากฏ ถ้ากระทบสัมผัส เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหวเท่านั้นปรากฏ
วิชาการทางโลกซึ่งมีผู้ที่มีความสามารถต่างๆ ขณะนั้นไม่ใช่ปัญญาเจตสิก ถ้าเป็นปัญญาเจตสิก คือ รู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีจริงๆ อย่างถูกต้องตามลำดับขั้น จึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิ หรือปัญญาเจตสิก
ในพระพุทธศาสนาจะมีปัญญา ๓ ระดับ สุตตมยปัญญา จินตามยปัญญา และ ภาวนามยปัญญา
สุตตมยปัญญา ปัญญาที่สำเร็จจากการฟัง หมายความว่าฟัง ไม่ใช่ฟังเฉยๆ ฟัง พิจารณา ไตร่ตรอง เข้าใจ ปัญญาเมื่อเกิดแล้ว จะค่อยๆเจริญขึ้น ถ้ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้น และเห็นคุณของปัญญามากขึ้น ก็มีการศึกษาธรรมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงระดับขั้นของ สุตตมยปัญญา ปัญญาที่สำเร็จจากการฟัง แล้วก็มีจินตามยปัญญา ฟังแล้วก็คิดไตร่ตรองถึงสิ่งที่ได้ยินได้ฟังอีก ลักษณะของรูป แข็งหรือร้อน เย็นหรืออ่อน พวกนี้ ฟังมาก็แล้วแต่ว่าสามารถที่จะระลึกได้เท่าไร ใคร่ครวญได้เท่าไร เข้าใจได้อีกเท่าไร นั่นก็เป็นปัญญาระดับของการตรึก การคิดนึก ก็เป็น สุตตมยปัญญา จินตามยปัญญา ส่วนอีกขั้นหนึ่ง เป็นภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาที่อบรมด้วยสติสัมปชัญญะ ซึ่งต้องอาศัยการฟังเข้าใจก่อนจึงสามารถที่จะเป็นปัจจัยให้สติอีกระดับหนึ่งสามารถที่จะเกิดระลึกรู้ลักษณะสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แล้วเริ่มเข้าใจขึ้นจนกว่าสามารถที่จะประจักษ์แจ้งอริยสัจธรรมได้ ก็มีปัญญา ๓ ระดับ ซึ่งขณะนี้ก็กำลังค่อยๆ เกิด
ปัญญาไม่ใช่สามารถจะเกิดได้อย่างฉับพลันทันทีอย่างมากมายรวดเร็ว แต่ต้องอาศัยการอบรมด้วยการระลึกศึกษารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามปกติ คือในขณะนี้ แต่ละขณะ ตามความเป็นจริง ทำอะไรไม่ได้ เรื่องของปัญญาไม่ใช่เรื่องทำ แต่เป็นเรื่องที่จะต้องอบรมจนกระทั่งเป็นปัญญาที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ เวลาความรู้เกิดขึ้นรู้ ก็รู้ว่ารู้ เวลาที่ความรู้ไม่เกิดแล้วก็ไม่รู้ ก็ต้องตรงต่อความเป็นจริงว่ายังไม่รู้ สภาพธรรมแต่ละอย่างเป็นของจริง อวิชชาก็เป็นอวิชชาคือไม่รู้ วิชชาก็คือวิชชาคือรู้ แต่ไม่มีตัวตนที่สามารถจะไปเร่งรัด หรือว่าจะไปพยายามให้เกิดปัญญาโดยไม่อบรม โดยไม่ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม ความรู้จะต้องเกิดขึ้นเพราะการศึกษา.
