Home » การให้ เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน เป็นอุปนิสัยของ ผู้มั่งคั่ง

การให้ เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน เป็นอุปนิสัยของ ผู้มั่งคั่ง

( วีระ วศินวรรธนะ )

by Pakawa

การให้ เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน เป็นอุปนิสัยของ ผู้มั่งคั่ง

## ผู้ให้ คือผู้มั่งคั่ง
**มั่งคั่ง** ไม่ได้หมายถึงเพียงทรัพย์สินเงินทอง แต่หมายถึง **ความอุดมสมบูรณ์ในใจ**
และนี่คืออุปนิสัยของผู้มั่งคั่งอย่างแท้จริง
1. **ให้โดยไร้เงื่อนไข** – ไม่หวังสิ่งตอบแทน
2. **มีสุขภาพจิตดี** – คิดดี พูดดี ทำดีอย่างสม่ำเสมอ
3. **น่าไว้วางใจ** – มีคนพร้อมช่วยเหลือเสมอ
4. **ลงทุนในข้อดีของตน** – ใช้ความสามารถเพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมผู้อื่น

> ใจเปี่ยมสุข สงบเย็น เบิกบาน ยิ้มแย้ม — คือหัวใจของผู้ให้
> 🍀 ผู้ให้ย่อมมั่งคั่งตลอดกาล

## หลักฝึกใจเป็นผู้ให้
เริ่มจากตั้งอยู่บน **พรหมวิหาร 4**
* เมตตา – ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข
* กรุณา – ช่วยบรรเทาทุกข์
* มุทิตา – ยินดีในความสำเร็จของผู้อื่น
* อุเบกขา – ให้แล้วไม่ยึด ไม่เสียดาย

## สัปปุริสทาน 5 – การให้อย่างคนดี พร้อมมูลด้วยธรรม
1. **ให้ด้วยศรัทธา** – เชื่อมั่นว่าการให้เป็นสิ่งดี
2. **ให้ด้วยความเคารพ** – ไม่ว่าของจะมีค่ามากหรือน้อย
3. **ให้ตามกาล** – ตรงความต้องการและเวลา
4. **ให้ด้วยจิตอนุเคราะห์** – ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง
5. **ให้โดยไม่กระทบตนและผู้อื่น** – ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

* 🕚 อย่ารอให้ “มีมาก” แล้วค่อยให้ — ให้ในสิ่งที่มีและดีได้ทุกวัน
* 🌱 การให้เป็นการฝึกใจ และเป็นทางนำไปสู่ความสงบเย็นภายใน

…วีระ วศินวรรธนะเรียบเรียง

“การปฏิบัติ ก็ให้ดูปัจจุบันนี้เท่านั้นล่ะ
อย่า ไปห่วงอดีต อย่า ไปห่วงอนาคต
เพราะอดีต… มันก็ผ่านไปแล้ว มันก็ดับไปแล้ว

อนาคต…
เราก็ปล่อย เรื่องที่เกิดในอนาคต
มันก็ยังไม่เกิด เราจะไปห่วงใยมันไปทำไม ?

ดู…ปัจจุบันขณะนี้
ว่ามันไม่แน่ มันไม่เที่ยง พุทโธ มันก็รู้ขึ้นมา เจริญขึ้นมา
รู้ความเป็นจริง ในสิ่งทั้งหลายว่า..มันไม่เที่ยง
สุข-ทุกข์เกิดขึ้นมา ก็ไม่เที่ยง ไม่แน่

ถ้าจิตใจของเรา เห็นของทุกอย่างว่า..เป็นของไม่แน่
การเข้าไปยึดมัน ก็จะค่อยๆ หมดไป
ในเมื่อความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์
และหนทางไป สู่…ความดับทุกข์
ล้วนแต่ อยู่…ในขณะปัจจุบัน

จึงเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่หลวงพ่อเน้นความ
สำคัญของการ อยู่…ในปัจจุบัน
และเน้นที่การ มีสติ…ทุกอิริยาบถ
______________________________________
หลวงพ่อชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง

จิต รับรู้ได้ทีละอารมณ์เดียว ในแต่ละขณะจิต
เมื่อจะไปรับอารมณ์ที่2 จิตจะต้องคาย/ทิ้งอารมณ์แรกก่อน

– เมื่อมีอารมณ์อันใดมาปรากฏ จิตเข้าไปรับรู้อารมณ์อันนั้น
อธิบาย… อารมณ์(ในทางธรรม) คือ สิ่งที่มาตกกระทบ, จิตเป็นธาตุรู้ เข้าไปรับ+รู้ในอารมณ์อันที่ตกกระทบนั้น
(อารมณ์เป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้ แต่ขณะหนึ่ง มีการตกกระทบมากหลาย จิตเลือกรับรู้ได้เพียงหนึ่ง)

– จิตเป็นสภาพที่รับรู้อารมณ์

– อารมณ์..ก็อย่างหนึ่ง คือสิ่งที่“ถูกรู้”โดยจิต

– สภาพรู้อารมณ์..ก็อย่างหนึ่ง
แปล… จะให้ไปถึงหรือเห็นสภาพรู้อารมณ์… อันนี้อธิบายลำบาก
ท่านต้องมีจิตที่เป็นกลาง มีอุเบกขาธรรม ไม่รัก-ไม่ชอบ และไม่ใช่วางเฉยด้วย แต่ต้องมีปัญญาเห็นและยอมรับความเป็นสัจธรรม ความเปลี่ยนแปลง(ไม่เที่ยง)ของมัน เข้าถึง “ความเป็นเช่นนั้นเอง” ของมัน(ตถตา)

ประกอบด้วยสติที่ตื่นรู้ ตระหนักรู้ สมาธิที่มุ่งมั่น และมีปัญญา รู้เห็นถึงสภาวะธรรม-ตามความเป็นจริง(ธรรม -ตามที่มันเกิด ตามที่มันเป็น) เห็นความเป็นอนิจจัง การเกิด-ดับของมัน (ไตรลักษณ์) โดยไม่มีตัวเราเข้าไปแทรกแซง ปรุงแต่ง หรือ ใส่ความคิด(จินตะ)เราเข้าไป

เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยการเจริญภาวนา(ภาวนามยปัญญา) วิปัสสนาญานด้วยตนเอง

…วีระ วศินวรรธนะ ผู้ขยายความ(แปลอธิบาย) จากคำสอนของหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี

อารามณะ คือ สื่งที่ตกกระทบ แล้ว จิตไปรับ ไปงับ(ไปรับ)เอาเข้ามา แล้วปรุงแต่งต่อ
จิตมีสิทธ์ในการเลือกรับอารามณะใช่ไหม ? แล้วต้องทำอย่างไร ?
………………………………………………

ใช่แล้ว! **อารามณะ** คือสิ่งที่ตกกระทบจิต และจิตจะไปรับหรือ “งับ” เอาเข้ามาแล้วปรุงแต่งต่อไป

### **จิตมีสิทธิ์ในการเลือกรับอารามณะหรือไม่?**
**โดยปกติ จิตมักจะรับอารามณะตามอัตโนมัติ** โดยเฉพาะเมื่อไม่มีสติ เช่น
– ได้ยินเสียงตำหนิ → จิตรับเข้าไป → โกรธหรือเสียใจ
– เห็นอาหารที่ชอบ → จิตรับเข้าไป → เกิดความอยาก

แต่ **จิตสามารถเลือกได้** ว่าจะรับหรือไม่รับอารามณะ **ถ้าฝึกสติและสมาธิให้ดี**

### **ทำอย่างไรให้จิตเลือกอารามณะได้?**

1. **มีสติ (สติปัฏฐาน)**
– การมีสติคือการรู้ตัวว่า **ตอนนี้กำลังรับรู้อะไรอยู่**
– เช่น เมื่อมีคนพูดไม่ดี → ถ้ามีสติจะรู้ว่า “เสียงนี้กำลังกระทบหู แต่เราไม่จำเป็นต้องโกรธ”
– เหมือนมี “ยามเฝ้าประตู” คอยตรวจว่าอะไรจะเข้ามาในใจเรา

2. **รู้จักปล่อยวาง (อุเบกขา)**
– เมื่ออารมณ์เข้ามา อย่าเพิ่งไปรับหรือปฏิเสธทันที แค่สังเกตว่า “อ้อ… นี่คืออารมณ์โกรธ นี่คืออารมณ์สุข”
– ไม่ต้องไปผลักไสหรือดึงดูด แค่รับรู้เฉยๆ แล้วปล่อยให้มันผ่านไป

3. **ฝึกสมาธิ (จิตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว)**
– ถ้าจิตมีสมาธิ จะนิ่งและไม่หวั่นไหวง่ายๆ เมื่อมีสิ่งมากระทบ
– เหมือนผิวน้ำที่สงบ ไม่สะท้อนภาพผิดเพี้ยน

4. **เลือกสิ่งแวดล้อมที่ดี (โยนิโสมนสิการ)**
– หลีกเลี่ยงอารามณะที่ไม่ดี เช่น สื่อที่ปลุกปั่นอารมณ์ หรือคนที่ชอบพูดลบๆ
– ฝึกมองสิ่งต่างๆ ด้วยปัญญา เช่น เห็นคำตำหนิ → มองเป็นโอกาสพัฒนา ไม่ใช่สิ่งต้องโกรธ

### **สรุป**
**จิตเลือกอารามณะได้ ถ้ามีสติและปัญญา**
– ถ้าไม่มีสติ → จิตงับอารมณ์อัตโนมัติ → ปรุงแต่งเป็นสุขหรือทุกข์
– ถ้ามีสติ → จิตเห็นอารมณ์เฉยๆ ไม่งับ → วางเฉยหรือเลือกปรุงแต่งอย่างมีปัญญา

เหมือนกับคนที่เดินผ่านตลาด จะเลือกซื้อของดีหรือของไม่ดี ก็ขึ้นอยู่กับสติและปัญญาของตัวเอง 😊

**อารามณะ** (Ārammaṇa) เป็นศัพท์ในพระพุทธศาสนาที่หมายถึง **อารมณ์** หรือ **สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งจิต** ซึ่งเป็นสิ่งที่จิตรับรู้และยึดถือเป็นอารมณ์ในการทำงาน เช่น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย) และธรรมารมณ์ (อารมณ์ทางใจ)

### **ความสัมพันธ์ระหว่าง อารามณะ กับ จิต**
1. **อารามณะเป็นที่ตั้งของจิต**
– จิตจะเกิดขึ้นพร้อมกับอารมณ์เสมอ กล่าวคือ เมื่อจิตรับรู้อะไรบางอย่าง สิ่งนั้นก็คืออารามณะของจิต
– เช่น เมื่อเห็นวัตถุหนึ่ง จิตมี “รูป” เป็นอารามณะ เมื่อได้ยินเสียง จิตมี “เสียง” เป็นอารามณะ

2. **อารามณะเป็นปัจจัยกระตุ้นจิต**
– จิตเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ที่มากระทบ เช่น ถ้าจิตรับอารมณ์ที่ดี ก็เกิดสุข ถ้ารับอารมณ์ที่ไม่ดี ก็เกิดทุกข์
– อารามณะเป็นตัวกำหนดสภาพของจิต เช่น ถ้าอารมณ์ขุ่นมัว จิตก็ขุ่นมัวไปด้วย

3. **อารามณะส่งผลต่อการปรุงแต่งของจิต (สังขาร)**
– เมื่อจิตรับรู้อารามณะ มักเกิดการปรุงแต่งต่อ เช่น ความชอบ ไม่ชอบ ความยึดติด หรือความเบื่อหน่าย
– ตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นอาหารที่ชอบ จิตเกิดความอยาก (ตัณหา) หรือเมื่อได้ยินคำตำหนิ จิตเกิดโทสะ

4. **การฝึกจิตให้รู้เท่าทันอารามณะ**
– พระพุทธศาสนาเน้นการฝึกจิตให้รู้เท่าทันอารามณะ ไม่ปล่อยให้จิตไหลตามอารมณ์จนเกิดกิเลส
– การเจริญสติ (สติปัฏฐาน) และสมาธิช่วยให้จิตมีอิสระจากอารามณะ ไม่หลงตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น
………………………………………………………………………
อารามณะเป็นสิ่งที่จิตรับรู้และมีผลกระทบโดยตรงต่อสภาพจิต ถ้าจิตไม่รู้เท่าทันอารมณ์ อาจนำไปสู่ความทุกข์หรือการปรุงแต่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง แต่ถ้าฝึกจิตให้มีสติและสมาธิ เจริญภาวนาวิปัสสนา นำไปสู่จิตที่สงบและเป็นอิสระจากกิเลส

*อารมณ์** หรือ **สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งจิต**
จิตเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ที่มากระทบ…
อารามณะเกิดแห่งหนใด จิตก็ไหล จิตก็ตามไปถึงจุดนั้น

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00