“การเสียสละ”
อันใดที่พวกเราทั้งหลายสละไปแล้วนั้น
เราปล่อยไปจากกายก็เบากาย ปล่อยไปจากใจก็เบาใจ
ไม่ต้องยาก ไม่ต้องยุ่ง ไม่ต้องลำบาก
ผู้ที่ยังไม่ถึงธรรมะข้างใน ก็เอาธรรมะข้อปฏิบัติ อันนี้มาทำกัน
เช่น…
ขันติบารมี วิริยบารมี เมตตาบารมี ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นต้น
อันนี้เป็นพี่เลี้ยงที่จะให้พวกเราทั้งหลายเข้าถึงธรรมะ
จะให้ถึงปาก ถึงทาง ถึงโมกขธรรม อย่างที่เราปรารถนา
…. หลวงพ่อชา สุภทฺโท
ไม่มีความสำเร็จอันใดจะได้มาโดยไม่มีการเสียสละ
“ไม่มีความสำเร็จอันใดจะได้มาโดยไม่มีการเสียสละ
หากเราประสบความสำเร็จโดยไม่เสียสละ
แสดงว่ามีใครบางคนได้เสียสละก่อนหน้านี้
และหากว่าเราเสียสละแต่ไม่ประสบความสำเร็จ
แสดงว่ามีใครบางคนจะประสบความสำเร็จ
จากการเสียสละของเรา”
John C. Maxwell
ชาติหน้ามีจริงหรือไม่ ?
หลวงพ่อมักถามกลับว่า “ถ้าบอกจะเชื่อไหมล่ะ”
“เชื่อครับ”
หลวงพ่อจะตอบกลับว่า “ถ้าเชื่อคุณก็โง่”
อีกคำถามหนึ่งที่ใกล้เคียงกันก็คือ “คนตายแล้วไปเกิด ไหมครับ ? ”
หลวงพ่อก็จะย้อนกลับในทำนองเดียวกันว่า “จะเชื่อไหมล่ะ ถ้าเชื่อ..คุณโง่หรือฉลาด”
ใครได้ยินเป็นต้องงง หลวงพ่อจึงต้องขยายความต่อว่า “ที่คุณเชื่อเพราะคุณเชื่อตามเขา คนเขาว่าอย่างไร คุณก็เชื่ออย่างนั้น คุณไม่รู้ชัดด้วยปัญญาของคุณเอง >> คุณก็โง่อยู่ร่ำไป
ทีนี้ถ้าอาตมาตอบว่า คนตายแล้วเกิดหรือว่าชาติหน้ามี อันนี้คุณต้องถามต่อไปอีกว่า ถ้ามีพาผมไปดูหน่อยได้ไหม ?
เรื่องมันเป็นอย่างนี้ มันหาที่จบลงไม่ได้ เป็นเหตุให้ทะเลาะทุ่มเถียงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด
…แล้วท่านก็แนะว่า “คนตายแล้วจะเกิดหรือไม่เกิด อันนั้นไม่ใช่ปัญหา มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา
หน้าที่ของเราคือ เราจะต้องรู้เรื่องราวของตนในปัจจุบัน เราต้องรู้ว่า เรามีทุกข์ไหม
ถ้ามีทุกข์ มันทุกข์เพราะอะไร นี้คือสิ่งที่เราต้องรู้ และเป็นหน้าที่โดยตรงที่เราจะต้องรู้ด้วย
..ไม่ใช่แต่คนไทยเท่านั้นที่สนใจเรื่องชาติหน้า ฝรั่งก็อยากรู้เหมือนกัน
คราวหนึ่งหลวงพ่อได้รับนิมนต์ไปสอนธรรมในประเทศอังกฤษ แหม่มคนหนึ่งถามหลวงพ่อว่า…
“คนตายแล้วไปไหน ?”
หลวงพ่อแทนที่จะตอบ กลับเป่าเทียนที่อยู่ใกล้ ๆให้ดับ แล้วถามว่า “เทียนดับแล้วไปไหน ? ”
.. แหม่มรู้สึกงุนงงกับคำตอบที่ได้รับ จึงนิ่งเงียบไป
หลวงพ่อถามต่อว่า.. “พอใจหรือยังที่ตอบปัญหาอย่างนี้”
แหม่มตอบว่า “ไม่พอใจ”
หลวงพ่อ…ก็ไม่พอใจคำถามของเธอเหมือนกันนะ (laughing hard)
…………………………………………………….
จากหนังสือลำธารริมลานธรรม… โดยพระไพศาล_วิสาโล
มี หรือ ไม่มี… ก็ไม่ใช่ตัวท่าน(ในปัจจุบัน ในชาตินี้)
เราเรียนแต่ตัวหนังสือ “อนัตตา” แต่ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของอนัตตา
ในเมื่อชาตินี้ อัตตา-ตัวตนของเรายังไม่ให้ยึดเลย แล้วไปยึดว่าชาติหน้ายังจะเป็นตัวเราอีก
อ่านให้ดีๆนะครับ ไม่ได้บอกว่าชาติหน้ามีหรือไม่มี
… วีระ วศินวรรธนะ
ความทุกข์เกิดจากการยึดติด
โดยเฉพาะการยึดติดกับความคิดว่า “นี่คือตัวฉัน” หรือที่เรียกว่า “อัตตา”
เมื่อเรายึดมั่นกับความคิดเหล่านี้ เราจะติดกับดักตัวเอง เราจะปิดโอกาสการเปลี่ยนแปลง
เราจะเห็นแค่สิ่งที่ตรงกับความเชื่อเดิม และบิดเบือนความจริงเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ที่เราสร้างขึ้น
ถ้าเราถอดทุกสิ่งที่เรียกว่า “ตัวฉัน” ออกทีละชั้น ทั้งชื่อ อาชีพ บทบาท… ตลอดจนความคิดว่า “นี่คือฉัน”
เมื่อถอดออกจนหมด สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ไม่มี “แก่นแท้” ที่ยืนยันว่านี่คือตัวตนที่แท้จริง
เราเรียกความจริงนี้ว่า “สุญญตา” หรือความว่าง ที่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอะไรเลย
แต่หมายถึงการไม่มีตัวตนที่แยกขาดและอยู่อย่างอิสระ เหมือนเราแยกชิ้นส่วนนาฬิกาจนหมด จะไม่มี “นาฬิกา” เหลืออยู่ มีแต่ความสัมพันธ์ของชิ้นส่วนต่างๆ ที่ทำงานร่วมกัน
การเข้าใจความว่างนี้ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว
แต่เป็นการปลดปล่อย เมื่อไม่มีแก่นแท้ตายตัว วาสนาจึงไม่ใช่สิ่งที่กำหนดตายตัวเช่นกัน
ด้วยความเข้าใจนี้ เราเปลี่ยนแปลงได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีอะไรที่ “เป็นเรา” อย่างตายตัวที่จะขัดขวางการเปลี่ยนแปลง
การปล่อยวางไม่ได้หมายถึงการสูญเสียตัวตน
แต่เป็นการเข้าใจ.. ตัวตนนั้นไม่ใช่สิ่งตายตัว เป็นกระแสที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา
เราเปลี่ยนแปลงและเติบโตหรือเสื่อมถอย
การฝึกสติเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการปล่อยวาง
เมื่อเราเฝ้าดูความคิดและความรู้สึกโดยไม่ตัดสินหรือยึดติด
เราจะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ตัวเรา แต่เป็นเพียงสิ่งที่ผ่านเข้ามาในจิตใจ
การปล่อยวางไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอ แต่ทำให้เรามีพลังมากขึ้น
เพราะเราไม่ต้องเสียพลังงานไปกับการปกป้องภาพลักษณ์ของตัวเอง
เราจึงมีพลังงานทั้งหมดสำหรับการสร้างสรรค์และการเติบโต
* นี่คืออิสรภาพที่นำไปสู่การเปลี่ยนวาสนา
…วีระ วศินวรรธนะ เรียบเรียง
ในเซน มีคำกล่าวว่า
“จิตเหมือนท้องฟ้า ความคิดเหมือนเมฆที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป”
เมื่อเราเห็นตัวตนเป็นเพียงเมฆที่ลอยผ่าน ไม่ใช่ท้องฟ้ากว้าง
เราจะมีอิสระในการเปลี่ยนแปลงและสร้างชีวิตใหม่อย่างแท้จริง
