ความเป็นตัวตน ที่เป็นเรา เป็นตัวตนด้วยโลภะคือความติดข้อง เป็นตัวตนด้วยมานะคือความถือตัว และ เป็นตัวตนด้วยทิฏฐิคือความเห็นผิด ซึ่งเป็นกิเลสอกุศลที่มีอยู่ภายใน ไม่ได้เกิดจากความคิด แม้ไม่ได้คิดก็เป็นตัวตน ดัวยเหตุทั้ง ๓ ประการ ประการใดประการหนึ่ง
เข้าใจว่าตายแล้วเกิด เป็นโมฆบุรุษอย่างไร
ก่อนนี้เข้าใจว่า ถ้าคนทำดีตายแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ หรือเกิดเป็นมนุษย์ที่มีความสุข คนทำไม่ดี ผิดศีล ตายแล้วก็ไปเกิดในนรก หรือเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ต่อมาได้อ่านอรรถกถา มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหายมกวรรค มหาตัณหาสังขยสูตร ว่าด้วยสาติภิกษุมีทิฏฐิลามก ที่มีข้อความว่า
ก็ภิกษุนั้นเป็นผู้สดับมาก แต่ภิกษุที่สดับน้อยกล่าวชาดก ฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสประชุมเรื่องชาดกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น เราได้เป็นเวสสันดร ได้เป็นมโหสถ ได้เป็นวิธูรบัณฑิต ได้เป็นเสนกบัณฑิต ได้เป็นพระเจ้ามหาชนกดังนี้.
ทีนั้นเธอได้มีความคิดว่า รูป เวทนา สัญญา สังขารเหล่านี้ ย่อมดับไปในที่นั้น ๆ นั่นแหละ แต่วิญญาณย่อมท่องเที่ยว ย่อมแล่นไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ ดังนี้ จึงเกิดสัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง) เพราะเหตุนั้นเธอจึงกล่าวว่า วิญญาณนี้นั่นแหละย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมแล่นไป ไม่ใช่อย่างอื่น ดังนี้.
ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อปัจจัยมีอยู่ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณจึงมี เว้นจากปัจจัย ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณย่อมไม่มี ดังนี้.
เพราะฉะนั้น ภิกษุนี้ชื่อว่าโมฆบุรุษ ย่อมกล่าวคำที่พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสไว้ ย่อมให้การประหารชินจักร ย่อมคัดค้านเวสารัชชญาณ ย่อมกล่าวกับชนผู้ใคร่เพื่อจะฟังให้ผิดพลาด ทั้งกีดขวางทางอริยะ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์ เพื่อความทุกข์แก่มหาชน
อ่านแล้วก็สะดุ้งอยู่ในใจ เพราะตนเองก็เข้าใจอย่างนั้นเหมือนกัน เป็นโมฆบุรุษเช่นกัน และก็ยังไม่เข้าใจว่า ผิดอย่างไรอีก ต่อมาเมื่อได้ศึกษาธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอภิธรรมเพิ่มขึ้น รู้ว่า ธรรมทั้งหลาย คือ จิต เจตสิก รูปไม่เที่ยง เกิดดับ เป็นอนัตตา ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน วิญญาณก็คือจิตนั่นเอง ที่ว่าวิญญาณย่อมท่องเที่ยวไปนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะวิญญาณเกิดขึ้นรู้อารมณ์ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจแล้วก็ดับไปทันที เมื่อดับไปแล้วจึงเป็นปัจจัยให้มีวิญญาณใหม่เกิดสืบต่อ ไม่ใช่วิญญาณเก่า เป็นธรรมแต่ละหนึ่งที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน เพราะเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน ถ้าหมดเหตุปัจจัย คือ เป็นพระอรหันต์ เมื่อจุติจิตของพระอรหันต์เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่เป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นอีก
ก็ค่อย ๆ เข้าใจขึ้น แจ่มแจ้งขึ้น เมื่อยังมีชีวิตอยู่ และมีโอกาสศึกษาพิจารณาพระธรรมต่อไป ปัญญา คือความรู้ถูกเห็นถูก ก็จะเจริญขึ้นได้ไปตามลำดับ.
