Home » อวิชชาคือความไม่รู้ (โง่)

อวิชชาคือความไม่รู้ (โง่)

( Somboon )

by Pakawa

เพราะรู้ว่าตนเองโง่ มีอวิชชามาก ก็สะสมปัญญา เพื่อเข้าใจถูกในสภาพธรรมขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา มีการเข้าใกล้บัณฑิต ฟังพระธรรมตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งไว้ถูก คือ ฟังเพื่อเข้าใจถูกว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา เมื่อสะสมปัญญามากขึ้น ก็เป็นบัณฑิตได้

อวิชชาคือความไม่รู้ (โง่)

 “บุคคลใดโง่ ย่อมสำคัญความที่แห่งตนเป็นคนโง่ บุคคลนั้นจะเป็นบัณฑิต เพราะเหตุนั้นได้บ้าง ส่วนบุคคลใดเป็นคนโง่ มีความสำคัญว่าตนเป็นบัณฑิต บุคคลนั้นแล เราเรียกว่า คนโง่”
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ – หน้าที่ ๑๘๗ เรื่องโจรผู้ทำลายปม
[๔๘] พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพวกโจรผู้ทำลายปม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า โย พาโล มญฺตี พาลฺยํ เป็นต้น
โจรลักของที่ขอดไว้ที่พกผ้า ได้ยินว่า โจร ๒ คนนั้นเป็นสหายกัน ไปสู่พระเชตวันกับมหาชนผู้ไปอยู่ เพื่อต้องการฟังธรรม โจรคนหนึ่งได้ฟังธรรมกถาแล้ว โจรคนหนึ่งมองดูของที่ตนควรถือเอา บรรดาโจรทั้งสองนั้น โจรผู้ฟังธรรมอยู่ บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว โจรนอกนี้ได้ทรัพย์ประมาณ ๕ มาสกที่ขอดไว้ที่ชายผ้าของอุบาสกคนหนึ่ง ทรัพย์นั้นเป็นค่าอาหารในเรือนของเขาแล้ว ย่อมไม่สำเร็จผลในเรือนของโจรผู้โสดาบันนอกนี้
ครั้งนั้น โจรผู้สหายกับภรรยาของตน เมื่อจะเย้ยหยันโจรผู้โสดาบันนั้น จึงกล่าวว่า “ท่านไม่ยังแม้ค่าอาหารให้สำเร็จในเรือนของตน เพราะความที่คนฉลาดเกินไป” สหายผู้โสดาบันนอกนี้คิดว่า “เจ้าคนนี้ ย่อมสำคัญความที่คนเป็นบัณฑิต ด้วยความเป็นพาลทีเดียวหนอ” เพื่อจะกราบทูลความเป็นไปนั้นแด่พระศาสดา จึงไปสู่พระเชตวันกับญาติทั้งหลาย กราบทูลแล้ว
พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่เขา จึงตรัสพระคาถานี้ว่า โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส พาโล จ ปณฺฑิตมานี ส เว พาโลติ วุจฺจติ แปลได้ความว่า “บุคคลใดโง่ ย่อมสำคัญความที่แห่งตนเป็นคนโง่ บุคคลนั้นจะเป็นบัณฑิต เพราะเหตุนั้นได้บ้าง ส่วนบุคคลใดเป็นคนโง่ มีความสำคัญว่าตนเป็นบัณฑิต บุคคลนั้นแล เราเรียกว่า คนโง่”
คำว่า โง่ อาจจะดูเป็นคำแรง แต่หากได้ศึกษาพระธรรม ก็คือ อวิชชา ความไม่รู้ เป็นกิเลสประเภทหนึ่ง มีโทษมากคลายช้า และปุถุชนมีอวิชชา ความโง่อยู่โดยมาก ตัวอย่างเช่น ขณะนี้มีธรรมะ มี เห็น ได้ยิน ไม่ได้รู้ว่าเป็นธรรมะ แต่กลับยึดถือว่าเป็นเราเห็น เป็นเราได้ยิน ยึดถือว่ามีคนนั้นคนนี้ แท้ที่จริงมีแต่เพียงธรรมะ มีอวิชชา (โง่) มากขนาดไหน เพราะฉะนั้นขณะนี้มีธรรมะแต่ไม่รู้ ผู้ที่เริ่มได้ฟังพระธรรม ค่อยๆ เข้าใจ ก็รู้ว่าปัญญาน้อย โง่โดยมาก เพราะฉะนั้นคนที่รู้ว่าตนเองโง่ พอจะเป็นบัณฑิตได้บ้าง เพราะรู้ว่าตนเองโง่ มีอวิชชามาก ก็สะสมปัญญา (วิชชา) เพื่อเข้าใจถูกในสภาพธรรมขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา มีการเข้าใกล้บัณฑิต ฟังพระธรรมตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งไว้ถูก คือ ฟังเพื่อเข้าใจถูกว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา เมื่อสะสมปัญญามากขึ้น ก็เป็นบัณฑิตได้
ส่วนบุคคลใดเป็นคนโง่ มีความสำคัญว่าตนเป็นบัณฑิตบุคคลนั้นแล เราเรียกว่า คนโง่เพราะสำคัญผิดว่ารู้แล้ว สำคัญผิดว่าเป็นคนดี ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนแล้ว ก็ไม่ต้องศึกษาพระธรรม แต่ไม่รู้ว่ามีอวิชชา ความไม่รู้และกิเลส ไม่มีปัญญาเข้าใจขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา จะเป็นบัณฑิต จะเป็นคนดีไม่ได้เลย เมื่อสำคัญผิดว่ารู้แล้ว เป็นคนดีแล้ว ก็ไม่ฟังพระธรรม ไม่ใกล้บัณฑิต ก็มีชีวิตสะสมความโง่ สะสมอวิชชามากขึ้น ยึดถือว่าเป็นเรา เป็นสัตว์บุคคลมากขึ้น ชื่อว่าเป็นผู้โง่แท้ หรือ เข้าใจผิดคิดว่าเป็นนักปฏิบัติ ไปทำสมาธิแต่ปัญญาไม่รู้อะไร ให้เงินพระภิกษุสำคัญผิดว่าได้บุญ แต่พระรับเงินต้องอาบัติ หรือ ศึกษาธรรมโดยมุ่งจำชื่อแต่ไม่ใช่เพื่อรู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมไม่ใช่เรา เหล่านี้ก็เพราะอวิชชาความไม่รู้ แต่สำคัญผิดว่ารู้ถูก นั่นก็คือ อวิชชา ก็สะสมความไม่รู้ต่อไป ซึ่งไม่มีใครโง่ อวิชชา ลักษณะของธรรมเท่านั้นที่ทำกิจให้เป็นความโง่ ความไม่รู้ ไม่รู้อะไร ไม่รู้ความจริงในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา
พระอริยบุคคล ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ต่างก็มีความไม่รู้ อวิชชามาก่อนทั้งสิ้น แต่เพราะอาศัยการคบบัณฑิต ฟังพระธรรม เริ่มจากความเข้าใจถูกว่าไม่ใช่เราเป็นแต่เพียงธรรม ก็เป็นเหตุปัจจัยให้รู้ความจริงขณะนี้ จนถึงการดับกิเลสได้จนหมดสิ้น ถึงความเป็นบัณฑิตที่แท้จริง เพราะละอวิชชาความโง่ได้ไม่เหลือเลย.

You may also like

Leave a Comment

-
00:00
00:00
Update Required Flash plugin
-
00:00
00:00