ชาวพุทธต้องศึกษาให้เข้าใจพระธรรม ซึ่งพระธรรมไม่ง่าย และเมื่อศึกษาแล้ว ต้องทราบว่า ไม่ใช่เพียงศึกษาให้เข้าใจ แต่ว่าจะต้องพิจารณาเพื่อจะประพฤติปฏิบัติตาม ตามความสามารถ ตามสติปัญญา และตามการสะสมที่จะต้องค่อยๆเพิ่มขึ้น จนกว่าจะเป็นผู้เห็นประโยชน์ของการมีชีวิตอย่างชาวพุทธที่ได้ทำหน้าที่ของชาวพุทธ
ทานศีลภาวนา
ในชีวิตประจำวัน กุศลจิตกับอกุศจิตก็เกิดดับสลับกัน แต่สำหรับผู้ที่เป็นปุถุชนแล้วอกุศลจิตย่อมเกิดมากกว่า จะเห็นได้ว่ากุศลจิตเกิดน้อยมาก ในเรื่องของกุศลไม่ได้จำกัดเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะเหตุว่าสภาพจิตที่ดีงามนั้น
ทาน การสละวัตถุ เพื่อประโยชน์สุข แก่บุคคลอื่นเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าไม่มีวัตถุที่จะให้ ก็ไม่ต้องเดือดร้อน ให้เมื่อตนเองพร้อม เพราะว่าทานไม่ได้มีเฉพาะวัตถุทานเท่านั้น ยังมีอภัยทาน คือไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธผู้อื่น ให้อภัยในความผิดที่ผู้อื่นได้กระทำก็เป็นทานเหมือนกัน
ศีล ความประพฤติทางกาย ทางวาจาที่ดีงาม งดเว้นทุจริตประการต่าง ๆ และ ประพฤติสุจริตประการต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปทางกาย และ ทางวาจา ผู้ที่จะมีศีลที่บริสุทธิบริบูรณ์โดยที่ไม่มีการก้าวล่วงอีกเลยต้องเป็นพระโสดาบันในฐานะที่เป็นปุถุชน ย่อมมีการล่วงศีลบ้าง เป็นบางครั้งบางคราว แต่ก็สามารถที่จะเริ่มต้นขัดเกลาตัวเองใหม่ได้ ด้วยความตั้งใจจริงที่จะไม่ล่วงอีก
ภาวนา คือการอบรมเจริญปัญญา สั่งสมความเข้าใจถูกเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรม เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องว่าทุกอย่างเป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง, คำว่า ภาวนา หมายถึง การอบรมเจริญ, การยังกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ภาวนา จึงไม่ใช่เป็นการไปทำอะไรด้วยความไม่รู้ ไม่ใช่การท่องบ่น ไม่ใช่เป็นการต้องการที่จะกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยความไม่รู้ ด้วยความไม่เข้าใจ แต่เป็นการอบรมเจริญกุศลธรรมและปัญญาให้มีขึ้น ให้เจริญยิ่งขึ้น
ในทางพระพุทธศาสนา แสดงถึงภาวนา ๒ ที่เป็นสมถภาวนา และ วิปัสสนาภาวนา, สมถภาวนา เป็นการอบรมความสงบของจิตจนบรรลุฌานขั้นต่างๆ เมื่อฌานไม่เสื่อม ตายไปเกิดที่พรหมโลก วิปัสสนาภาวนาเป็นการอบรมปัญญา เมื่อปัญญาเจริญยิ่งขึ้น ย่อมรู้ความจริง คือ รู้แจ้งอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ละกิเลสได้ตามลำดับมรรค สูงสุดคือ บรรลุความเป็นพระอรหันต์ ดับภพชาติไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
พระธรรมที่พระองค์ได้ทรงแสดง ตลอด ๔๕ พรรษา นับคำไม่ถ้วน ทั้งหมดล้วนเป็นคำจริงเป็นคำอนุเคราะห์เกื้อกูลให้ได้มีความเข้าใจถูกเห็นถูกตามความเป็นจริง และพระธรรมก็สืบต่อมาจนถึงขณะนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระธรรมคำสอนยังดำรงอยู่ ควรอย่างยิ่งที่จะได้ศึกษาด้วยความละเอียดรอบคอบจริงๆ ศึกษาเมื่อใด เข้าใจเมื่อใด ย่อมเป็นประโยชน์เมื่อนั้น เป็นไปเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ละคลายความไม่รู้ และความเห็นผิด เป็นต้น พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงนั้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของพระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม ทั้งหมดเพียงพอต่อความเข้าใจของผู้ที่ฟัง ได้ศึกษาอย่างแท้จริง สำคัญที่จุดประสงค์ที่ถูกต้องในการศึกษา ว่าศึกษาเพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกจริงๆ ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น.
