ไม่ปรุงแต่ง

ยังเป็นปุถุชนที่ยังมีกิเลส ดังนั้น เมื่อมีเหตุปัจจัยให้ธรรมะใดเกิด ธรรมะนั้นก็เกิด เพียงแต่ค่อยๆ เข้าใจความจริงที่เกิดขึ้น แม้ “เห็น” ก็มีจริง เป็นธรรม เป็นสภาพธรรมที่ควรรู้ยิ่ง และก็เกิดแล้ว ห้ามไม่ได้ เป็นปกติในชีวิตประจำวัน การอบรมปัญญา ก็ต้องเป็นปกติในชีวิตประจำวัน

ไม่ปรุงแต่ง

ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจ คำว่า ปรุงแต่ง ให้ถูกต้องก่อน เรื่องการปรุงแต่งและไม่ปรุงแต่ง เรามักเข้าใจว่าเมื่อไม่คิดอะไร เฉยๆ คือ การไม่ปรุงแต่ง แต่ในความจริงแล้ว สภาพธรรมที่ปรุงแต่งจิต คือ เจตสิก ซึ่งเมื่อใดที่จิตเกิดก็จะต้องมีเจตสิกเกิด ปรุงแต่งจิตในขณะนั้น ดังนั้นเพียงแค่ เห็น มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยปรุงแต่งจิตแล้ว ยังไม่ทันรู้ว่าเป็นอะไร และขณะนั้นก็เฉยๆ เท่านั้น ก็ปรุงแต่งแล้ว ปรุงแต่งด้วยเจตสิกที่เกิดขึ้น
ธรรมะเป็นเรื่องละเอียด แม้แต่หนทางในการอบรมปัญญา ที่เป็นการเจริญสติปัฏฐาน ต้องเริ่มจากคำว่า อนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่มีเรา มีแต่ธรรม ที่เป็น จิต เจตสิก และ รูป เมื่อเข้าใจว่ามีแต่ ธรรม ไม่มีเราที่จะทำ หรือจะบังคับให้เป็นไปตามใจชอบ สภาพธรรมย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยของเขา เมื่อเข้าใจ ความเป็นอนัตตาเช่นนี้แล้ว ก็ไม่พยายามที่จะทำ หรือไม่ทำ
คำกล่าวที่ว่า “เห็นสักแต่ว่าเห็น ไม่ต้องปรุงแต่ง ก็เพียงแค่ให้มีสติรู้เท่าทัน” จากข้อความนี้ นั่นก็แสดงถึงความมีตัวตน ไม่เข้าใจว่าธรรมเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ สติ เป็นธรรม และเป็นอนัตตา จึงไม่ใช่เราที่จะสามารถที่จะทำ คือ ให้สติเกิดรู้เท่าทัน นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้ ก็แล้วแต่ว่า สติจะเกิดเมื่อไหร่ และ “สักแต่ว่า” ก็ต้องเป็นปัญญา ขั้นวิปัสสนาญาณที่เกิดขึ้นรู้ว่า เห็นเป็นเห็น เป็นธรรมะไม่ใช่เรา
ไม่เห็นถึงกำลังของกิเลสที่แท้จริงที่สะสมมาเนิ่นนาน และยังเป็นปุถุชนที่ยังมีกิเลส ดังนั้น เมื่อมีเหตุปัจจัยให้ธรรมะใดเกิด ธรรมะนั้นก็เกิด เพียงแต่ค่อยๆ เข้าใจความจริงที่เกิดขึ้น แม้ “เห็น” ก็มีจริง เป็นธรรม เป็นสภาพธรรมที่ควรรู้ยิ่ง และก็เกิดแล้ว ห้ามไม่ได้ เป็นปกติในชีวิตประจำวัน การอบรมปัญญา ก็ต้องเป็นปกติในชีวิตประจำวัน คือ ไม่ใช่เราที่ปรุงแต่ หรือไม่ปรุงแต่ง ให้พอใจ หรือ ไม่พอใจ แต่รู้ในสิ่งที่เกิดแล้ว นั่นเอง แต่ก็แล้วแต่ว่า มีปัจจัยให้สติและปัญญาจะเกิดหรือไม่
สภาพธรรมเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย แม้แต่ความเพียร ก็ไม่มีเราที่จะเพียร ซึ่ง ความเพียร หรือ วิริยะเจตสิกเกิดกับจิตเกือบทุกประเภท ทั้งกุศล และ อกุศล ดังนั้น ปกติในชีวิตประจำวัน จึงมีความเพียรอยู่แล้ว โดยที่ไม่ต้องทำความเพียรต่างหาก และ ความเพียรให้มีสติรู้เท่าทัน ก็ไม่มีตัวเราที่จะทำความเพียรให้มีสติ เพราะแล้วแต่ว่า สติและปัญญาจะเกิดหรือไม่ เมื่อไหร่ที่สติและปัญญาเกิด มีความเพียรแล้วในขณะนั้น
สิ่งที่มีจริง ที่เกิดเพราะปัจจัยปรุงแต่งแล้วก็ดับไป เกิดแล้วดับ ไม่มีอะไรเหลือ ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน ดังนั้น จึงไม่มีใครเป็นเจ้าของสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลกเลย เพราะเกิดแล้วดับ ตามความเป็นจริงแล้ว ถึงแม้ว่าสิ่งที่เป็นที่รัก ที่น่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจเหล่านั้นไม่ได้พลัดพรากไป แต่ในที่สุด เราก็จะต้องจากสิ่งที่น่าปรารถนาเหล่านั้นไปเมื่อถึงวาระที่จะต้องละจากโลกนี้ เพราะทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย และไม่สามารถนำเอาอะไรติดตามตัวไปได้เลย ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สมบัติ หรือบุคคลผู้เป็นที่รัก ก็ตาม สิ่งที่ควรแสวงหา จึงไม่ใช่รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ แต่สิ่งที่ควรจะแสวงหาเป็นอย่างยิ่ง คือ ปัญญา ความเข้าใจถูก เห็นถูก ซึ่งเป็นการแสวงหาที่ประเสริฐ ที่จะทำให้รู้ความจริงของสภาพธรรม จนกระทั่งสามารถที่จะละคลายความติดข้องต้องการได้ เพราะความติดข้องต้องการนี้เอง เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เกิดความเดือดร้อนมากมาย เมื่อมีปัญญาที่เพิ่มขึ้นไปตามลำดับ ก็จะสามารถละคลายความติดข้องต้องการและสามารถดับทุกข์ได้ในที่สุด ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์อีกต่อไป เป็นการสิ้นสุดแห่งสังสารวัฏฏ์ สิ้นสุดการเดินทางในสังสารวัฏฏ์ โดยต้องเริ่มจากการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ในแนวทางที่ถูกต้อง ตรงตามที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เท่านั้น.

Related posts

ความเห็นผิด

จะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน

แสวงหา