เพ่งพินิจ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะทรงตรัสรู้ธรรมตามความเป็นจริง เมื่อทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา เพื่อให้คนที่เกิดมาแล้วไม่รู้อะไรเลย ได้ค่อยๆ เริ่มเข้าใจ ค่อยๆ รู้ความจริงยิ่งขึ้น

เพ่งพินิจ

“ผู้ที่ไม่มีปัญญา ไม่มีความเพ่งพินิจ ย่อมไม่สามารถถึงพระนิพพานได้ แต่ผู้ที่มีปัญญา ความเพ่งพินิจ ย่อมสามารถภึงพระนิพพาน ดับกิเลสได้”
    พระธรรมเป็นเรื่องละเอียด ดังนั้น การถึงพระนิพพาน ดับกิเลสก็ด้วยปัญญา และสภาพธรรมฝ่ายดีอื่นๆ ที่ประกอบเกิดร่วมด้วย มี สติ (สัมมาสติ) สมาธิ (สัมมาสมาธิ) วิตก (สัมมาสังกัปปะ) วิริยะ (สัมมาวายามะ) เป็นต้น ประกอบกันไม่ใช่เพียงปัญญาที่เป็นสัมมมาทิฏฐิ และ สัมมาสังกัปปะ เท่านั้น และ ที่สำคัญ ความเพ่งพินิจในที่นี้ คือคำว่า ฌานัง จึงหมายถึง ฌาน คือ ความเพ่งพินิจ ซึ่ง ฌาน เป็นสภาพธรรมที่เพ่ง ซึ่งการเพ่งพินิจด้วยฌาน มี ๒ อย่าง คือ
๑. อารัมมณูปนิชฌาน การเข้าไปเพ่งอารมณ์ หมายถึง การเจริญสมถภาวนา ซึ่งองค์ของ ฌานทำกิจเพ่งอารมณ์ พร้อมกับสติสัมปชัญญะ ทำให้จิตสงบจากนิวรณ์ตามลำดับขั้น
๒. ลักขณูปนิชฌาน การเข้าไปเพ่งสภาวะ หรือ เพ่งลักษณะของสภาพธรรม หมายถึง การเจริญวิปัสสนาภาวนา ดังนั้น เพราะอาศัยปัญญา และฌาน ตามที่กล่าวมา คือ การเจริญวิปัสสนา เป็นต้นย่อมทำให้ถึงพระนิพพานดับกิเลสได้ แต่หากปราศจาก ปัญญา และ ฌานที่เป็นการเพ่งพินิจในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฎในขณะนี้ ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ก็ไม่สามารถถึงการดับกิเลสได้เลย
ซึ่งก่อนจะถึงปัญญาระดับสูง และการเพ่งพินิจ ที่เป็นฌาน ๒ อย่าง อันหมายถึงการเจริญวิปัสสนาด้วย ก็ต้องเริ่มจากปัญญาเบื้องต้น ขั้นการฟังให้เข้าใจ ว่าธรรม คือ อะไร หากไม่มีการอบรม การฟัง การศึกษาพระธรรมเบื้องต้นแล้ว ก็ไม่สามารถถึงปัญญา และฌานที่เป็นความเพ่งพินิจได้เลย
     ส่วนความบริสุทธิ์ของศีล และสมาธิ อาศัยปัญญา เพราะอาศัยความเห็นถูก ศีล และ สมาธิที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ก็เจริญเพิ่มขึ้น และบริสุทธิ์ หรือดีขึ้นตามกำลังปัญญา ดังนั้นจึงไม่ใช่จะต้องทำศีลให้บริสุทธิ์ก่อน แล้วไปทำสมาธิต่อ ไปอบรมสมถภาวนา จึงจะอบรมปัญญาที่เป็นวิปัสสนา แต่อาศัยการฟัง ศึกษาพระธรรม ปัญญาก็ค่อย ๆ เจริญขึ้น ปัญญาที่เจริญขึ้น ย่อมน้อมไปเพื่อทำให้ศีล คือ กาย วาจาดีขึ้น และทำให้จิต มีความสงบจากกิเลส คือ เป็นกุศลมากขึ้น (สมาธิ) ตามกำลังปัญญา และที่สำคัญที่สุด เพราะมีปัญญาเกิดขึ้น รู้ความจริงในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ที่เป็นสติปัฏฐาน ศีลก็มีด้วยในขณะนั้นคือ อินทรียสังวรศีล และก็มีสมาธิ ที่เป็นสัมมาสมาธิ ดังนั้น ปัญญา หรือสัมมาทิฏฐิ หรือ จะเรียกว่าวิชชาก็ได้ เป็นหัวหน้าของกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะมีปัญญา ก็ทำให้กุศลประการต่าง ๆ เกิดขึ้น เจริญขึ้น ที่สำคัญไม่ต้องข้ามไปไกล เริ่มจากการฟังพระธรรมไป เรื่อย ๆ ปัญญาก็เจริญขึ้นเอง.

Related posts

อัตตานุทิฏฐิ

พระธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระธรรมวินัย

กิเลสในชีวิตประจำวัน