การฟังธรรมศึกษาพระธรรม ก็เพื่อเข้าใจถูกต้องว่า ธรรมะเป็นธรรมะ เกิดปรากฏแล้วดับไป ชั่วคราว ทุกอย่างปรากฏชั่วคราว ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ชั่วคราวทั้งนั้น ทั้งหมดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แต่ละหนึ่ง ละเอียดยิ่ง เพื่อความไม่ใช่เรา
อัตตานุทิฏฐิ
อัตตานุทิฏฐิ คือ ความเห็นว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ บุคคลนั่นเอง ซึ่งเป็นความเห็นผิด ที่เป็น ทิฏฐิเจตสิก ซึ่งมีวัตถุ ๒๐ ประการ เช่น เห็นรูปว่าเป็นตน เห็นตนในรูป ฯลฯ ซึ่งสำหรับความยึดถือ ว่ามีตัวตน มีเราที่เป็นอัตตานุทิฏฐิ โดยสภาพธรรมแล้ว คือ อกุศลเจตสิก ที่เป็นทิฏฐิเจตสิก คือ ความเห็นผิด ความเห็นผิดที่เป็นทิฏฐิเจตสิกนั้น จะเกิดร่วมกับจิตที่เป็นโลภะมูลจิต จะไม่เกิดกับจิตที่เป็นโทสะไม่พอใจในอารมณ์
อย่างเช่น ขณะที่มีความเห็นผิดว่ามี สัตว์ บุคคล มีเราที่ เป็นอัตตา ขณะนั้นต้องมีความพอใจ คือ โลภะเกิดร่วมด้วย คือมีความพอใจในความเห็นนั้น พอใจในความเห็นที่ว่า มีเราจริงๆ การที่เรามีความเห็นอย่างใด อย่างหนึ่งเกิดขึ้น เพราะพอใจ ในความเห็นนั้น จึงคิดในความเห็นผิดแบบนั้น และเมื่อมีกำลังก็ไม่เพียงแต่คิด แต่ก็แสดงออก ทางวาจาและกายในความเห็นผิดแบบนั้น ดังนั้นเพราะมีความพอใจในความเห็นผิดความเห็นผิดจึงเกิดได้ อัตตานุทิฏฐิ ที่เป็นความเห็นผิดที่ยึดว่ามีเรา จึงเกิดกับโลภะมูลจิต คือ ขณะนั้นพอใจในความเห็นผิดนั้น แต่ขณะที่ไม่พอใจในอารมณ์ เช่น ขณะที่ไม่ชอบ รูปที่ปรากฎ ขณะที่ไม่ชอบเสียงที่ได้ยิน ขณะนั้นไม่ได้มีความเห็นผิดว่ามีเราในขณะนั้น แม้ไม่ชอบคนนั้น คนนี้ ขณะนั้นก็ไม่ได้มีความเห็นว่ามีเรา เพียงแต่เป็นโทสะความไม่ชอบในขณะนั้น ทิฏฐิ เจตสิกจะเกิดกับโลภะมูลจิตเท่านั้น ไม่เกิดกับจิตที่เป็นโทสะ ไม่พอใจในอารมณ์
ทิฏฐิเจตสิก เกิดกับจิตที่เป็นโลภะมูลจิต ซึ่งทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด ก็มีกำลังแตกต่างกันไป ตั้งแต่ ความเห็นผิดทั่วไป พื้นฐาน ที่ไม่ได้มีกำลังมาก เช่น ความเห็นผิดที่ยึดถือว่ามีสัตว์ บุคคล คือ สักกายทิฏฐิ และความเห็นผิดที่ยึดถือว่ามีเรา คืออัตตานุทิฏฐิ ซึ่งขณะนั้นก็ต้องมีทิฏฐิเจตสิกเกิดร่วมกับจิตที่เป็นโลภะมูลจิต ซึ่งเกิดร่วมกับโลภะเจตสิก และโมหะเจตสิก ส่วนทิฏฐิ ความเห็นผิดที่มีกำลังก็มีเช่นกัน ที่เป็นความเห็นผิดที่ดิ่ง เช่น ไม่เชื่อเรื่องการกระทำ คือไม่เชื่อเรื่องกรรม และผลของกรรม ไม่เชื่อเรื่องของกรรมดี และกรรมชั่ว ไม่เชื่อเรื่องผลของกรรมดี และกรรมชั่วว่ามีจริง เป็นต้น เป็นความเห็นผิดที่มีกำลัง ซึ่งเรียกว่า ทิฏฐุปาทาน คือ ยึดถือด้วยความเห็นผิดที่มีกำลังนั่นเอง ซึ่งขณะที่เป็นทิฏฐุปาทาน ความเห็นผิดที่มีกำลัง เจตสิกอื่นๆทีเกิดร่วมด้วย ก็เกิดเท่ากับ ความเห็นผิดที่ไม่มีกำลังนั่นเอง คือ เกิดกับโลภะมูลจิต และเกิดร่วมกับโลภะเจตสิกและมีทิฏฐิเจตสิกทีเป็นความเห็นผิด เพียงแต่ว่าทิฏฐิ ความเห็นผิดนั้นมีกำลังมาก เรียกว่า ทิฏฐุปาทาน
ขณะที่ไม่พอใจในอารมณ์ต่างๆ ที่เป็นจิตที่เป็นโทสะ ขณะนั้นไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย รวมทั้งอัตตานุทิฏฐิ ที่เป็นความเห็นผิดประการหนึ่งที่ยึดถือว่ามีเรา ก็ไม่เกิดร่วม ด้วยกับจิตที่เป็นโทสะ แต่เกิดได้กับ จิตที่เป็นโลภะ แต่เมื่อความไม่พอใจ ที่เป็นโทสะ ไม่ชอบในอารมณ์นั้นดับไป จิตที่เป็นโลภะที่ประกอบด้วยความเห็นผิด ที่เป็นอัตตานุทิฏฐิ ยึดถือว่ามีเรา เกิดต่อได้ ว่ามีเราที่โกรธมีเราที่ไม่ชอบ ซึ่งคนละขณะจิตกัน
ธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง ไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะ เป็นจริงอย่างไร ก็เป็นจริงอย่างนั้น ไม่มีใครที่จะไปเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมนั้น ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพธรรมใดก็ตาม แม้แต่ในเรื่องของความเห็นผิด ซึ่งเป็นความเห็นที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงของสภาพธรรม กับความไม่พอใจ ล้วนเป็นธรรมที่มีจริงด้วยกัน และก็เป็นอกุศลธรรม เป็นอกุศลเจตสิก ด้วยเช่นกัน แต่เกิดร่วมกับจิต ต่างกัน กล่าวคือ ความเห็นผิด เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดร่วมกับโลภมูลจิต เท่านั้น ไม่เกิดร่วมกับจิตประเภทอื่น และ โลภมูลจิต ที่ไม่เกิดร่วมกับความเห็นผิดก็มี อย่างเช่น ความติดข้องยินดีพอใจในรสอาหาร เป็นต้น ก็เป็นโลภมูลจิต ที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด เพราะไม่ได้มีความเห็นผิด ว่าเป็นสิ่งที่เที่ยงที่ยั่งยืน เพียงแต่ติดข้องยินดีพอใจเท่านั้นส่วน ความไม่พอใจในอารมณ์ เป็นลักษณะของโทสะ โทสะจะเกิดร่วมกับอกุศลจิตเพียงประเภทเดียวเท่านั้น คือ โทสมูลจิต เวลาเกิดความไม่พอใจในขณะใด ขณะนั้นมีความไม่สบายใจ เพราะเวทนาที่เกิดร่วมกับโทสมูลจิต เป็นโทมนัสสเวทนา
ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ตราบใดที่ยังมีพืชเชื้อของความเห็นผิด และ พืชเชื้อของความไม่พอใจ อยู่ ก็ย่อมเป็นเหตุให้ความเห็นผิด และ ความโกรธ เกิดขึ้นได้ แต่ก็จะไม่เกิดพร้อมกัน เพราะเกิดร่วมกับจิตคนละประเภทกัน ซึ่งจะดับได้เมื่อได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงความเป็นพระอริยบุคคล กล่าวคือความเห็นผิด พระโสดาบัน ดับได้อย่างเด็ดขาด ส่วนความไม่พอใจในอารมณ์ ซึ่งเป็นโทสะนั้น พระอนาคามีบุคคล ดับได้อย่างเด็ดขาด ไม่เกิดขึ้นอีกเลย.