พระพุทธศาสนารุ่งเรือง เพราะมีพระภิกษุดี มีคฤหัสถ์เข้าใจพระธรรม แต่ตรงกันข้าม ถ้ามีภิกษุมากมาย แต่ไม่ประพฤติตามพระวินัย กล่าววาทะชั่ว ว่ารับเงินได้ ค้านพระธรรมพระพุทธเจ้า วัดที่มีมากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ พร้อมภิกษุที่ไม่ดีมีมาก ที่ช่วยเผยแพร่สิ่งที่ผิดเหล่านั้นต่างหากที่ทำลายพระพุทธศาสนา ไม่ได้มีภัยมาจากศาสนาอื่นๆ เลย
เงินทองไม่สมควรแก่พระภิกษุ
ปัจจุบัน มีพระภิกษุที่บวชในศาสนานี้ แต่มีวาทะตรงข้ามกับคำสอน พระพุทธเจ้าที่พระองค์ตรัสว่าภิกษุไม่พึงรับและยินดีในเงินและทอง รูปใดรับและยินดีต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ต้องสละเงินนั้นท่ามกลางสงฆ์ และ ให้คฤหัสถ์ผู้ฉลาด สามารถ ดูแลเงินนั้นแทน แต่ภิกษุอลัชชีปัจจุบัน มีวาทะตรงกันข้าม คือ รับได้ ไม่เป็นไร ยุคสมัยเปลี่ยนไป ค้านคำพระพุทธเจ้า หากเป็นสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ก็ย่อมจับสึกภิกษุเหล่านั้นที่กล่าววาทะนอกรีต ทำลายพระพุทธศาสนา เพราะการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๒ เพราะ ภิกษุอลัชชีนอกรีต กล่าวว่า ภิกษุรับเงินทองได้ ไม่อาบัติ
ศาสนาพุทธ คือ ศาสนาที่เป็นคำสอนของพุทธะ คือ ผู้มีปัญญาตรัสรู้ด้วยพระองค์เองแล้วตรัสสอน คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นสัจวาจา คำจริง แสดงให้บุคคลที่สะสมปัญญาเข้าใจ บรรลุธรรมเกิดเป็นพระสาวก เป็นพระรัตนตรัย เพราะฉะนั้น เมื่อเราเรียกตนเองว่าชาวพุทธ ก็คือ เคารพในพระรัตนตรัย เคารพอย่างไร เคารพเพราะเข้าใจธรรม ศึกษาพระธรรม เข้าใจความจริง น้อมประพฤติปฏิบัติตามพระธรรม นั่นคือ เคารพพระธรรมและเคารพพระพุทธเจ้าด้วย เพราะทำตามคำสอนของพระองค์ และ เคารพในพระสงฆ์อย่างไร เคารพในคุณธรรมความดีของพระอริยสาวก มี ท่านพระสารีบุตร ท่าน พระอานนท์ เป็นต้น พระอริยสาวกเหล่านั้นเคารพในพระธรรม คือ น้อมประพฤติปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง มี พระวินัยบัญญัติ เป็นต้น พระสาวกเหล่านั้น ไม่ประพฤตินอกคำสอน คือ ไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทอง แม้ด้วยเหตุแห่งชีวิต ไม่ต้องกล่าวถึงเหตุข้ออ้าง ว่ารับเงินเพื่อการช่วยเหลือสังคม เรี่ยไรสร้างโรงเรียน ค่าใช้จ่ายต่างๆ และ สมัยนั้น แม้ไม่มีภิกษุช่วยสังคม รับเงินประพฤตินอกพระวินัย แต่พระพุทธศาสนากลับรุ่งเรืองอย่างยิ่ง ต่างกับปัจจุบันมากมาย
เมื่อกล่าวว่าตนเองเป็นชาวพุทธ ก็คือ เคารพในพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงดีแล้ว ดั่งเช่น พระวินัยบัญญัติที่พระองค์ตรัสว่า ภิกษุรับและยินดีในเงินและทองต้องอาบัติ มีโทษ ภิกษุเมื่อบวชแล้ว สละทุกสิ่ง ไม่ควรรับและยินดี สะสมเงินโดยประการใดๆเลย เราจะเชื่อคำของพระพุทธเจ้า หรือ ความคิดของเราเอง หรือ เชื่อ ภิกษุบุคคล นี่จึงเป็นเครื่องตัดสินความเป็นชาวพุทธของแต่ละท่าน และ แสดงถึงวิกฤตของพระพุทธศาสนา ที่ปัจจุบัน สรรเสริญ วัตถุ ศาสนาสถาน แต่ไม่เคารพพระธรรมคำสอน ไม่ศึกษาพระธรรมวินัยให้ดี อันเป็นพื้นฐาน รากเเก้วที่จะดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ดังนั้นผู้ที่ปฏิเสธพระธรรมวินัย เชื่อภิกษุบุคคลที่กล่าวผิด จะกล่าวว่าเป็นชาวพุทธไม่ได้ เพราะเป็นชาวไม่รู้ ชาวเห็นผิดจากคำสอน
ระเบียบที่ตามพระธรรมวินัย ย่อมขจัดภิกษุอลัชชี (ไม่ละอาย) ออกไป เพราะมุ่งบวชเพื่อต้องการเงิน รับเงิน เมื่อไม่มีเงินส่วนตัว ก็อยู่ไม่ได้ และ ดั่งสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ให้สึกพระภิกษุไม่ดี ปลอมบวช เป็นต้น และพระพุทธศาสนากลับมารุ่งเรือง เพราะ มีพระภิกษุดี มีคฤหัสถ์เข้าใจพระธรรม แต่ตรงกันข้าม มีภิกษุมากมาย แต่ไม่ประพฤติตามพระวินัย กล่าววาทะชั่ว ว่ารับเงินได้ ค้านพระธรรมพระพุทธเจ้า วัดที่มีมากทั้งในประเทศและต่างประเทศเหล่านั้น พร้อมภิกษุที่ไม่ดีมีมาก ที่ช่วยเผยแพร่สิ่งที่ผิดเหล่านั้นต่างหากที่ทำลายพระพุทธศาสนา ไม่ได้มีภัยมาจากศาสนาอื่นๆ เลย.